เขื่อนผลิตไฟฟ้า กลายเป็นที่นิยมทั่วโลกได้อย่างไร ?

 BBC Thai 07082561 Science

เหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ที่เกิดจากการพังทลายของเขื่อนที่เพิ่งถูกสร้างขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงทั้งผลกระทบและความนิยมในการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าทั่วโลก

นอกจาก สปป.ลาว ที่ประกาศตัวเป็น "แบตเตอรีของเอเชีย" แล้ว ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ยังมีแผนก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอีกหลายพันแห่ง

อุตสาหกรรมที่ในอดีตเคยถูกมองว่าไม่มีอนาคต กำลังกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในวันนี้ ขณะที่นักวิจารณ์หลายคนชี้ให้เห็นถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนจำนวนมาก อย่างรวดเร็วโดยไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วน

ทีมงานบีบีซี เรียลลิตี เช็ก (BBC Reality Check) ค้นหาคำตอบว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้การสร้างเขื่อนจึงกลับมาเฟื่องฟูในปัจจุบัน

 

พลังงานเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเขื่อนเหล่านี้ มักถูกนำเสนอในฐานะเครื่องมือที่จะช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจนในหลายประเทศ ตามความเห็นของ ซูซาน ชไมเออร์ อาจารย์อาวุโสประจำสถาบันการจัดการน้ำ IHE Delft

"ผู้คนจำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้า เราจำเป็นต้องมีไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ยั่งยืน คำถามก็คือ ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจว่ามันควรจะเกิดขึ้นอย่างไร?" ชไมเออร์ กล่าว

ทุกวันนี้ ไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ เป็นแหล่งไฟฟ้าทดแทนอันดับหนึ่งของโลก

เขื่อนผลิตไฟฟ้าเหล่านี้กักเก็บน้ำจากแม่น้ำเอาไว้ และเมื่อมีการปล่อยน้ำออกจากเขื่อน พลังน้ำจะไปหมุนกังหันน้ำและเครื่องกำเนิดไฟ้า เพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า

ตามฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยตูบินเจน ของเยอรมนี ระบุว่าในปัจจุบันมีเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำกว่า 3,500 แห่ง ที่กำลังอยู่ในระหว่างการวางแผนหรือกำลังก่อสร้างทั่วโลก และตัวเลขอาจเพิ่มเป็นเท่าตัวภายในปี 2030

อย่างไรก็ดี ฐานข้อมูลดังกล่าวยังไม่นับรวมเขื่อนที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำ ป้องกันน้ำท่วม การคมนาคม หรือเพื่อการนันทนาการ ซึ่งหมายความว่าจำนวนเขื่อนที่กำลังถูกสร้างทั่วโลกนั้นอาจสูงกว่านี้มาก

บราซิลเป็นประเทศที่สร้างเขื่อนใหม่มากเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่คาดการณ์กันว่าการผลิตกระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่ของจีนจะมาจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

คริสเตียน ซาร์ฟ ผู้ดูแลฐานข้อมูลดังกล่าวระบุว่า ข้อมูลที่ยังไม่ได้มีการเผยแพร่ ชี้ให้เห็นว่านับตั้งแต่ปี 2015 มีการเสนอโครงการก่อสร้างเขื่อนกว่า 100 แห่งในทวีปแอฟริกา และอีกกว่า 130 โครงการในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในเปรู บราซิล และเอกวาดอร์

นอกจากนี้โครงการใหม่ขนาดใหญ่อย่างการก่อสร้างเขื่อนเบโล มอนต์ ในบราซิล ที่ปลุกกระแสต่อต้านกลุ่มกิจการขนาดใหญ่ ของชนพื้นเมืองแอมะซอน และโครงการก่อสร้างเขื่อนเรเนสซองส์ ในแม่น้ำไนล์ ของเอธิโอเปีย ล้วนเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง

ตามข้อมูลจากองค์การแม่น้ำนาชาติ (International Rivers) ระบุว่าตลอดความยาวของแม่น้ำโขงมีเขื่อนที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด 5 โครงการ ขณะที่อีก 2 โครงกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอีก 10 โครงการกำลังอยู่ในขั้นวางแผน และภายในปี 2020 สปป. ลาว ตั้งเป้าหมายที่จะมีโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่ใช้งานได้กว่า 100 แห่ง

บทบาทที่ลดลงของธนาคารโลก

นับจนถึงช่วงทศวรรษที่ 1990 ธนาคารโลกมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในการสนับสนุนโครงการก่อสร้างเขื่อนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากสาธารณะและข้อครหาจำนวนมากที่เกิดจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ได้นำไปสู่งความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ในปี 1993 ธนาคารโลกได้เพิกถอนเงินกู้สำหรับโครงการสร้างเขื่อนมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ บริเวณแม่น้ำนาร์มาดา ของอินเดีย

ในรายงานเมื่อปี 2000 ที่ธนาคารโลกให้ คณะกรรมการเขื่อนโลก (World Commission on Dams - WCD) จัดทำขึ้น ได้นำเสนอ ความเสียหายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากเขื่อนขนาดใหญ่ โดยระบุว่ามีประชาชนราว 40-80 ล้านคนทั่วโลกที่ต้องพลัดถิ่นจากการสร้างเขื่อน

ขณะที่บางคนเชื่อว่าตัวเลขดังกล่าวอาจสูงกว่านี้ หากนับรวมผลกระทบในด้านการเข้าถึงพื้นที่เกษตรกรรมและการทำประมง

"มันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการวางแผนและพัฒนาเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ โดยหันไปให้ความสำคัญกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ" วิลล์ เฮนลีย์ โฆษกของ สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ (International Hydropower Association - IHA) กล่าว

จีนเข้ามาแทนที่

"ประเทศที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างมาก ต่างกำลังมองหาพลังงานที่สะอาดและราคาถูก" จูเลียน เคิร์ชเฮอร์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยูเทรกต์ ของเนเธอร์แลนด์ กล่าว

และเมื่อธนาคารโลกถอยห่างจากอุตสาหกรรมเขื่อนผลิตไฟฟ้า จีนก็ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญจนกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมทุกวันนี้

นับตั้งแต่ขึ้นศตวรรษใหม่ IHA ระบุว่า การก่อสร้างโรงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำทั่วโลกนั้นเป็นโครงการที่จีนมีส่วนร่วมกว่าครึ่งหนึ่ง และจีนยังมีศักยภาพในการก่อสร้างเขื่อนมากกว่าสหรัฐฯ ถึงสองเท่า

จีนไม่ได้เป็นเพียงเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกเท่านั้น แต่บริษัทก่อสร้างและบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศ ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้ขยายธุรกิจไปในต่างประเทศอีกด้วย

นั่นเป็นเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า ในปัจจุบันบริษัทของจีนเป็นผู้ครองตลาดการก่อสร้างเขื่อนทั่วโลก ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง

"บริษัทจากจีนถูกมองเป็นสิ่งที่เข้ามาทดแทนเงินทุนจากธนาคารโลก ซึ่งหลายประเทศยินดีต้อนรับ เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ตั้งคำถาม [ถึงผลกระทบต่อชุมชนและความหลากหลายทางชีวภาพ] มากมายเหมือนกับธนาคารโลก" เคิร์ชเฮอร์ กล่าว

ความวิตกกังวล

คำตอบว่าเขื่อนทั่วโลกมีจำนวนมากเกินไปหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเขื่อนเหล่านั้นถูกก่อสร้างขึ้นอย่างไร และมีการปรึกษาหารือ กับชุมชนท้องถิ่นมากแค่ไหน

"การก่อสร้างที่นำมาซึ่งความยั่งยืนนั้นต้องใช้เวลา มันจำเป็นต้องมีการประเมินผลที่คำนึงถึงเขื่อนอื่น ๆ บนแม่น้ำสายเดียวกันด้วย" คริสเตียน ซาร์ฟ กล่าว

"การเร่งสร้างเขื่อนอย่างรวดเร็ว สามารถนำไปสู่ข้อผิดพลาดได้"

ในขณะที่โครงการก่อสร้างเขื่อนจำนวนมากขยายตัวไปทั่วโลก นักรณรงค์ยังคงเดินหน้านำเสนอผลกระทบที่มีต่อประชารท้องถิ่น และระบบนิเวศโดยรอบ

ผลสำรวจความเห็นเมื่อปี 2012 พบว่า กว่า 70% ของประชาชนที่ต้องย้ายถิ่นฐานกล่าวว่าพวกเขาประสบปัญหาความยากจน ขณะที่การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งยังพบด้วยว่า เขื่อนทำให้ประชากรปลาในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของคนท้องถิ่นมีจำนวนลดลง

อย่างไรก็ตาม เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำมีประโยชน์ที่ชัดเจน ในการทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากทั่วโลก ทั้งยังช่วยในเรืองกิจกรรมทางการเกษตรอีกด้วย

ชไมเออร์ อาจารย์อาวุโสประจำสถาบันการจัดการน้ำ IHE Delft เห็นว่าการที่ธนาคารโลกกลับมาให้ความสนใจและสนับสนุนการก่อสร้างเขื่อน 2 โครงการในประเทศลาวเมื่อเร็ว ๆ นี้ ยังบ่งบอกได้ชัดเจนถึงแรงสนับสนุนจากนานาชาติต่อเขื่อนที่มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ "โดยเฉพาะในบริบทของการถกเถียงกันถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ"

ข้อมูลและภาพจาก BBC ไทย วันที่ 6 สิงหาคม 2561

JoomSpirit