ยาที่คุณกินอาจทำให้รู้สึกซึมเศร้า?

 BBC Thai 14062561 Science

เมื่อพูดถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยา คุณอาจนึกถึงผื่นคัน หรือ อาการปวดศีรษะ แต่งานวิจัยล่าสุดในสหรัฐฯ พบว่า ยาที่แพทย์สั่งให้ใช้เป็นประจำหลายชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ใช้มีอาการซึมเศร้า

ส่วนหนึ่งของยาเหล่านี้ คือ ยารักษาโรคหัวใจ, ยาคุมกำเนิด และยาแก้ปวด ซึ่งเป็นยาที่คนจำนวนมากในประเทศอื่น ๆ ได้รับการสั่งจ่ายจากแพทย์เช่นกัน

มากกว่า 1 ใน 3 ของยาที่ผู้เข้าร่วมการศึกษา 26,000 คน มีอาการซึมเศร้าเป็นผลข้างเคียงจากยาที่ใช้

ขาศึกษาอะไรบ้าง?

วารสารสมาคมการแพทย์อเมริกันตีพิมพ์ผลการวิจัยกลุ่มตัวอย่างในสหรัฐฯ ซึ่งมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และกำลังรับยาอย่างน้อย 1 ชนิดระหว่างปี 2005-2014 ซึ่งพบว่า 37% ของยาที่สั่งจ่ายโดยแพทย์ ซึ่งรวมถึงยาแก้ปวดบางชนิด และยาลดกรด มีผลข้างเคียงอันตรายอย่างหนึ่งคือ การมีอาการซึมเศร้า

ผลการศึกษาจากลุ่มตัวอย่างพบว่า ยิ่งใช้ยามากชนิด ยิ่งมีโอกาสมีอาการซึมเศร้ามากขึ้น

 

  • 7% ในกลุ่มผู้ที่กินยาเหล่านี้ 1 ชนิด
  • 9% สำหรับคนที่กิน 2 ชนิด
  • 15% สำหรับคนที่กิน 3 ชนิดขึ้นไป

 

ประเมินกันว่า ราว 5% ของผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ เผชิญกับการมีอาการซึมเศร้า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดีมา กาโต หัวหน้าคณะผู้ศึกษา จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ กล่าวว่า "หลายคนอาจแปลกใจที่รู้ว่า ยาที่พวกเขากินอยู่ แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวกับการรักษาอาการวิตกกังวล หรือ ด้านอารมณ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงของการมีอาการซึมเศร้าได้ และอาจนำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าในที่สุด"

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ยาเหล่านี้ เป็นสาเหตุของการมีความรู้สึกเศร้าเหงาหงอยหรือไม่

เมื่อคุณรู้สึกไม่สบายกาย คุณย่อมรู้สึกไม่สบายใจ และเป็นไปได้ที่ผู้เข้าร่วมการศึกษาบางส่วนอาจจะมีประวัติการมีอาการซึมเศร้ามาก่อนแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญของอังกฤษว่าอย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญในสหราชอาณาจักร เตือนว่า การศึกษานี้แสดงให้เห็นการเกี่ยวข้องกันระหว่างการรับยาเหล่านี้และความเสี่ยงของการมีอาการซึมเศร้า แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นเหตุและผลของกันและกัน

ศาสตราจารย์เดวิด บอลด์วิน จากราชวิทยาลัยจิตแพทย์ (Royal College of Psychiatrists) กล่าวว่า "ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่การใช้ยาเพื่อรักษาการเจ็บป่วยทางร่างกายอย่างโรคหัวใจและโรคปอด มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้า เพราะการเจ็บป่วยทางร่างกายเองก็มีส่วนทำให้มีความเสี่ยงที่จะมีอาการซึมเศร้าเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว"

ราชวิทยาลัยแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (Royal College of General Practitioners) ก็ระบุเช่นกันว่า ผลการศึกษาทั้งหมดอาจจะใช้ไม่ได้ในสหราชอาณาจักร เพราะระบบสุขภาพของสหราชอาณาจักรแตกต่างจากในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์เฮเลน สโตกส์-แลมเพิร์ด ประธานของราชวิทยาลัยแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป กล่าวเพิ่มเติมว่า การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า "เป็นเรื่องสำคัญที่คนไข้ควรเปิดเผยยาที่กำลังรับอยู่ที่แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปอาจไม่ทราบ หรือเปิดเผยต่อเภสัชกร เมื่อไปซื้อยาที่เคาน์เตอร์"

ความเสี่ยงคืออะไร?

ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับยาที่ใช้

ยาบางชนิด ให้ผลข้างเคียง คือ อาการซึมเศร้า เช่น ยาคุมกำเนิดบางชนิด แต่สำหรับยาชนิดอื่น ไม่ค่อยพบผลข้างเคียงเช่นนี้

หากผลข้างเคียงที่พบได้มากกว่่า 10% ของผู้ใช้ยาจัดเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ส่วนผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยพบจะส่งผลต่อคนในอัตราน้อยกว่า 1 ใน 10,000

ข้อมูลนี้สามาถสืบค้นได้ทางออนไลน์ และถูกพิมพ์ติดไว้ที่ขวดยา

ศาสตราจารย์เดวิด เทย์เลอร์ จากราชสมาคมเภสัชกรรม กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาว่า มี "คำอธิบายที่ฟังขึ้น" หรือไม่ ว่าเหตุใดยาจึงทำให้เกิดอาการซึมเศร้า

ยกตัวอย่าง การรับประทานยาคุมกำเนิด มีความเกี่ยวข้องที่ชัดเจนระหว่างระดับฮอร์โมนและอารมณ์

เขากล่าวว่า แต่ในยาตัวอื่น อย่างเช่นยาโรคหัวใจ เป็นเรื่องยากกว่าที่จะวิเคราะห์ว่า ตัวยาหรืออาการของโรคที่ทำให้เกิดอาการซึมเศร้าขึ้น

ศาสตราจารย์เทย์เลอร์ กล่าวว่า "เราไม่รู้ว่ายาส่งผลให้เกิดอะไรขึ้น และสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงของการรักษาคน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเหล่านั้น"

ผู้ใช้ควรทำอย่างไร

ศาสตราจารย์เทย์เลอร์ แนะนำว่า ถ้าคุณกำลังรับยาเหล่านี้อยู่ และไม่มีสัญญาณของอาการซึมเศร้า ก็ไม่ต้องกังวลอะไร

แต่สำหรับผู้ที่รับยาเหล่านี้กำลังเผชิญกับอาการซึมเศร้า เขาแนะนำว่าให้ปรึกษาแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือว่า มียาตัวอื่นที่ไม่ส่งผลข้างเคียงหรือไม่

ถ้าคุณกำลังคิดว่าจะต้องรับยาเหล่านี้บางชนิด เขากล่าวว่า ก็ควรจะต้อง "ระมัดระวังไว้บ้าง"

"โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังรับยาอีกตัวหนึ่งอยู่ที่เกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้าอยู่แล้ว"

ข้อมูลและภาพจาก BBC ไทย วันที่ 13 มิถุนายน 2561

JoomSpirit