Search :
  Language   :   Thai   |   English  
  เศรษฐกิจ 76 จังหวัด
  เศรษฐกิจภูมิภาค
  เศรษฐกิจการค้าชายแดน
  แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ
  คลังข้อมูลเศรษฐกิจ 76 จังหวัด

+ ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด
+ ประวัติศาสตร์
+ สภาพทางภูมิศาสตร์
+ การปกครอง
+ การเลือกตั้ง
+ ประชากรและสภาพทางสังคม
+ ข้อมูลทางเศรษฐกิจ
+ ข้อมูลทางเศรษฐกิจ
+ โครงสร้างพื้นฐาน
+ ประเพณีและวัฒนธรรม
+ ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ
+ รายการอ้างอิง

ตราสัญลักษณ์

ไฟล์:Seal Phattalung.png

รูปภูเขาอกทะลุ หมายถึง จังหวัดพัทลุง ได้ย้ายที่ตั้งเมืองมาแล้ว 12 ครั้ง ครั้งสุดท้ายในปี พุทธศักราช 2467 ย้ายจากตำบลลำปำมาอยู่ที่ตำบลคูหาสวรรค์ ใกล้กับภูเขาอกทะลุซึ่งสูงเด่นอยู่บนที่ราบ มองเห็นจากที่ไกลได้ทุกทิศ บนยอดเขามีเจดีย์เก่าสร้างเอาไว้องค์หนึ่งซึ่งในปัจจุบันนี้ยังเหลือฐาน ตั้งแต่นั้นชาวพัทลุงก็ไม่ต้องระเหเร่ร่อนอีกต่อไป ชาวเมืองจึงถือเอาภูเขาอกทะลุเป็นสัญลักษณ์ และ หลักเมืองของจังหวัด

จังหวัดพัทลุง ใช้อักษรย่อว่า " พท "

คำขวัญประจำจังหวัด

เมืองหนังโนรา อู่นาข้าว พราวน้ำตก แหล่งนกน้ำ ทะเลสาบงาม เขาอกทะลุ น้ำพุร้อน 

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

ต้นพะยอม

ดอกพะยอม ดอกพะยอม



พัทลุงเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

ดังปรากฏหลักฐานจากการค้นพบขวานหินขัดในท้องที่ทั่วไปหลายอำเภอในสมัยศรีวิชัย ( พุทธศตวรรษที่ 13 -14 )

บริเวณเมืองพัทลุงเป็นแหล่งชุมชนที่ได้รับวัฒนธรรมอินเดียในด้านพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน มีหลักฐานค้นพบ เช่น

พระพิมพ์ดินดิบจำนวนมากเป็นรูปพระโพธิสัตว์ รูปเทวดาโดยค้นพบบริเวณถ้ำคูหาสวรรค์ และถ้ำเขาอกทะลุ

           ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 19 เมืองพัทลุงได้ตั้งขึ้นอย่างมั่นคงภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยา ในสมัย

พระบรมไตรโลกนาถ ได้ปรากฏชื่อเมืองพัทลุง ในกฎหมายพระอัยการนาทหารหัวเมือง พ.ศ.1998 ระบุว่าเมืองพัทลุง

มีฐานะเป็นเมืองชั้นตรี ซึ่งนับได้ว่าเป็นหัวเมืองหนึ่งของพระราชอาณาจักรทางใต้ ที่ตั้งเมืองพัทลุงในระยะเริ่มแรกนั้น

เชื่อกันว่า ตั้งอยู่ที่เมืองสทิงพระ จังหวัดสงขลาในปัจจุบัน มักจะประสบปัญหาโดนโจมตีจากกลุ่มโจรสลัดมาเลย์

อยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโจรสลัดราแจะอารูและอุยงคตนะ ได้เข้าปล้นสดมภ์โจมตีเผาทำลายเมืองอยู่เนืองๆ

           ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม ด๊ะโต๊ะโมกอล ชาวมุสลิมที่อพยพมาจากเมืองสาเลห์ บริเวณหมู่เกาะชวา ซึ่งเป็น

ต้นตระกูลของสุลต่านสุไลมาน แห่งเมืองสงขลาได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานค้าขาย ณ หัวเขาแดง แล้วตั้งประชาคมมุสลิมขึ้น

ตรงนั้นอย่างสงบ ไม่มีการขัดแย้งกับชาวเมืองที่อยู่มาก่อน ปักหลักอยู่ยาวนานจนมีผู้คนอพยพมาอาศัยอยู่มากขึ้น

ในที่สุดก็พัฒนาขึ้นมาเป็นเมืองท่าปลอดภาษี มีเรือสำเภาแวะเข้ามาซื้อ

           บทบาทของดะโต๊ะโมกอลได้รับการสนับสนุนจากอาณาจักรศรีอยุธยาด้วยดี พระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าฯ

แต่งตั้งเป็น "ข้าหลวงใหญ่" ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ต่อมาคือท่านสุไลมานบุตรชายคนโต มีหน้าที่ปกครองดูแลรักษา

ความสงบของพื้นที่ตั้งแต่ตอนล่างของนครศรีธรรมราช มาจดเขตปัตตานี ครอบคลุมครึ่งล่างของเมืองตรัง ปะเหลียน

พัทลุง และสงขลา นอกจากนี้ก็ต้องเก็บส่วยสาอากรส่งถวายพระเจ้าแผ่นดินที่กรุงศรีอยุธยา ท่านสุไลมานก็ได้ทำ

หน้าที่นี้เรียบร้อยด้วยดีมาตลอด ต่อมาได้ย้ายเมืองสงขลาจากสทิงพระมายังหัวเขาแดงซึ่งมีชัยภูมิป้องกันตนเอง

ได้ดีกว่า

           ในสมัยสุลต่านสุไลมาน บุตรของดะโต๊ะโมกอล ได้ส่ง ฟาริซีน้องชายซึ่งเป็นปลัดเมืองมาสร้างเมืองใหม่ที่

เขาชัยบุรี เพื่อป้องกันศัตรูที่จะมาโจมตีเมืองสงขลาทางบก ภายหลังได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองพัทลุง และ

ได้ย้ายเมืองพัทลุงออกจากเมืองสงขลาตั้งแต่นั้น และตั้งเมืองอยู่ที่เขาชัยบุรีตลอดมาจนกระทั่งสิ้นกรุงศรีอยุธยาเมื่อ

ปี พ.ศ.2310

           ในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ได้มีการย้ายสถานที่ตั้งเมืองอีกหลายครั้งและได้ยกขึ้นเป็นเมืองชั้นโทใน

รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในช่วงนี้เมืองพัทลุงมีผู้นำที่มีความสำคัญในการสร้างความ

เจริญและความมั่นคงให้กับบ้านเมืองหลายท่าน อาทิ พระยาพัทลุง (ขุนคางเหล็ก) พระยาวิชิตเสนา (ทองขาว)

พระยาอภัยบริรักษ์ (จุ้ย จันทร์โรจน์วงศ์) ส่วนประชาชนชาวเมืองพัทลุงก็ได้มีบทบาทในการร่วมมือกับผู้นำ ต่อสู้

ป้องกันเอกราชของชาติมาหลายครั้ง เช่น เมื่อสงครามเก้าทัพ (พ.ศ. 2328 - 2329) พม่าจัดกองทัพใหญ่ 9 ทัพ

1 ใน 9 ทัพ มีเกงหวุ่นแมงยีเป็นแม่ทัพ ยกลงมาตีทางใต้ ตีได้เมืองกระบุรี ระนอง ชุมพร ไชยา และนครศรีธรรมราช

ตามลำดับ

           ขณะที่กำลังจัดไพร่พลอยู่ที่นครศรีธรรมราช เพื่อจะยกมาตีเมืองพัทลุงและสงขลานั้น พระยาพัทลุงโดยความ

ร่วมมือจากพระมหาช่วยแห่งวัดป่าลิไลยก์ ได้รวบรวมชาวพัทลุงประมาณ 1,000 คน ยกออกไปตั้งขัดตาทัพที่คลอง

ท่าเสม็ด จนกระทั่งทัพของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท วังหน้าในรัชกาลที่ 1 ทรงยกกองทัพมาช่วย

หัวเมืองปักษ์ใต้ ตีทัพพม่าแตกหนีไป พระมหาช่วยได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ลาสิกขาแล้วแต่งตั้งเป็นพระยาทุกขราษฎร์

ช่วยราชการเมืองพัทลุง นอกจากสงครามกับพม่าแล้วชาวพัทลุงยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

ของประเทศชาติในหัวเมืองภาคใต้ เพราะปรากฏอยู่เสมอว่าทางเมืองหลวงได้มีคำสั่งให้เกณฑ์ชาวพัทลุง พร้อมด้วย

เสบียงอาหารไปทำสงครามปราบปรามกบฏในหัวเมืองมลายูเช่น กบฏไทรบุรี พ.ศ.2373 และพ.ศ.2381 ซึ่งบทบาท

ดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของเมืองพัทลุง ทางด้านการเมือง การปกครองในอดีตเป็นอย่างดี

           ครั้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ปฏิรูปการปกครองเป็นแบบเทศาภิบาลใน พ.ศ.

2437 และได้ประกาศจัดตั้งมณฑลนครศรีธรรมราชขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2439 ประกอบด้วยเมืองต่างๆ คือ นครศรีธรรมราช

พัทลุง สงขลา และหัวเมืองทั้ง 7 ที่เป็นเมืองปัตตานีเดิม สำหรับเมืองพัทลุงแบ่งการปกครองออกเป็น 3 อำเภอ คือ

อำเภอกลางเมือง อำเภออุดร   อำเภอทักษิณ ขณะนั้นตัวเมืองตั้งอยู่ที่ตำบลลำปำ จนกระทั่ง พ.ศ. 2467 พระบาท

สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองพัทลุงมาอยู่ที่ตำบลคูหาสวรรค์ในปัจจุบัน เพื่อจะได้อยู่ใกล้

เส้นทางรถไฟ และสะดวกในด้านติดต่อกับเมืองต่างๆ จากอดีตถึงปัจจุบัน เมืองพัทลุงได้มีการย้ายเมืองหลายครั้ง

สถานที่เคยเป็นที่ตั้งเมืองพัทลุงมาแล้ว ได้แก่

           โคกเมืองแก้ว ปัจจุบัน หมู่ที่ 4 ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน

           บ้านควนแร่ ปัจจุบัน หมู่ที่ 1 ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง

           เขาชัยบุรี(เขาเมือง) ปัจจุบัน เขต 3 ตำบล คือตำบลชัยบุรี อำเภอเมืองพัทลุง

           ท่าเสม็ด ปัจจุบัน ตำบลท่าเสม็ด อำเภอชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

           เมืองพระรถ ปัจจุบัน หมู่ที่ 1 ตำบลควนมะพร้าว อ.เมืองพัทลุง

           บ้านควนมะพร้าว ปัจจุบัน หมู่ที่ 2 ตำบลพญาขัน อ.เมืองพัทลุง

           บ้านม่วง ปัจจุบัน หมู่ที่ 2 ตำบลพญาขัน อ.เมืองพัทลุง

           บ้านโคกสูง ปัจจุบัน หมู่ที่ 4 ตำบลลำปำ อ.เมืองพัทลุง

           ต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดระเบียบบริหารส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัดและอำเภอ ได้ยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ทำให้เมืองพัทลุงมีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่ง ในปัจจุบันจังหวัดพัทลุง แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมืองพัทลุง อำเภอควนขนุน อำเภอเขาชัยสน อำเภอปากพะยูน อำเภอกงหรา อำเภอตะโหมด อำเภอป่าบอน อำเภอศรีบรรพต อำเภอป่าพะยอม อำเภอบางแก้ว และกิ่งอำเภอศรีนครินทร์

           นอกจากด้านการเมืองการปกครองแล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ด้านศาสนาและศิลปวัฒนธรรม

เมืองพัทลุงเคยมีชื่อเสียงในการละเล่นพื้นเมือง คือหนังตะลุง มโนราห์ ลิเกป่า ส่วนด้านศาสนา ได้มีการทะนุบำรุง

พระพุทธศาสนามาตั้งแต่อดีต มีการพระราชทานพื้นที่พระกัลปานา วัดเขียนบางแก้ว วัดสทัง วัดพะโค๊ะ เพื่อบำรุงรักษา

วัดให้เจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา

ชื่อเมืองพัทลุง

           ในสมัยก่อนชื่อเมืองพัทลุง ไม่ได้เขียนอย่างที่ปรากฏให้เห็นจากหลักฐานพบว่าบนเหรียญอีแปะพัทลุง

พ.ศ. 2426 เขียนว่า พัททะลุง และพัตลุง ในเอกสารของไทย ใช้ต่างกันมากมายได้แก่ พัตะลุง พัดทลุง พัทธลุง

พัตทลุง พัฒลุง พัทลุง ในเอกสารเบอร์นีของอังกฤษสมัยรัชกาลที่ 3 เขียนว่า Bondelun และ Merdelong ของ

นายลามาร์ วิศวกรชาวฝรั่งเศส สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เขียนว่า Bourdelun ความหมายของชื่อเมือง

หมายถึงเมืองช้างหรือเมืองเกี่ยวเนื่องด้วยช้างซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงหลายประการ คำว่า "พัต-พัท-พัทธ" ยังไม่อาจ

ทราบได้ว่าคำเดิมเขียนอย่างไร คำไหน ทราบเพียงว่าใช้เป็นคำขึ้นต้น ส่วนคำพื้นเมืองที่เรียกว่า"ตะลุง"แปลว่าเสา

ล่ามช้างหรือไม้หลักผูกช้างชื่อบ้านนามเมืองของพัทลุงที่เกี่ยวกับช้างมีมากหรือจะเรียกว่าเป็น"เมืองช้าง"ก็ได้

โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาบสงขลาในแถบชะรัดซึ่งอยู่ติดกับเทือกเขาบรรทัด มีช้างป่าชุกชุม และใน

ตำนานนางเลือดขาวตำนานเมืองพัทลุงกล่าวว่า ตาสามโม ยายเพชรเป็นหมอสดำหมอเฒ่านายกองช้าง เลี้ยงช้าง

ส่งเจ้าพระยากรุงทองทุกปี ต่อมาพระกุมารกับนางเลือดขาวก็ได้รับมรดกเป็นนายกองเลี้ยงช้างส่งส่วย

ซึ่งในปัจจุบันชาวบ้านบางส่วนยังคงนับถือ "ตาหมอช้าง"



แผนที่ประเทศไทย เน้นจังหวัดพัทลุง
ที่ตั้ง อาณาเขต

จังหวัดพัทลุงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของภาคใต้ของประเทศไทย ระหว่างละติจูดที่ 7 องศา 6 ลิปดาเหนือถึง 7 องศา 53 ลิปดาเหนือ และลองจิจูดที่ 9 องศา 44 ลิปดาตะวันออก

ห่างจากกรุงเทพมหานครตามเส้นทางสายเอเชีย (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 41) เป็นระยะทางประมาณ 858 กิโลเมตร และตามเส้นทางรถไฟระยะทางประมาณ 846 กิโลเมตร

ความยาวของจังหวัดจากทิศเหนือไปทิศใต้ประมาณ 78 กิโลเมตรและความกว้างจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ระยะทางประมาณ 53 กิโลเมตร

มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 3,424.473 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,140,296 ไร่ (พื้นดิน 1,919,446 ไร่ พื้นน้ำ 220,850 ไร่)

มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอควนเนียง อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา และอำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล

ทิศตะวันออก ติดต่อกับทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นน่านน้ำติดต่อกับอำเภอระโนด อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสทิงพระ และอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา

ทิศตะวันตก ติดต่อกับทิวเขาบรรทัด ซึ่งเป็นแนวติดต่อกับอำเภอห้วยยอด อำเภอเมืองตรัง อำเภอนาโยง อำเภอย่านตาขาว และอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง

สภาพภูมิประเทศ

     สภาพพื้นที่มีลักษณะเป็นภูเขาและที่ราบสูง ทางด้านตะวันตกอันประกอบด้วยเทือกเขาบรรทัด มีระดับสูงจากน้ำทะเลปานกลางประมาณ 50-1,000 เมตร ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้ เช่น สวนยางพารา ส่วนไม้ผลและไม้ยืนต้น ถัดลงมาทางด้านตะวันออกเป็นที่ราบสลับที่ดอน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเฉลี่ย 0-15 เมตร บริเวณนี้ส่วนใหญ่ปลูกข้าว ยางพารา มะพร้าว พืชผัก และ พืชไร่ชนิดต่างๆ โดยมีอัตราความลาดชัน 1:1,000 จากทิศตะวันตกมาสู่ทิศตะวันออกของจังหวัด

สภาพภูมิอากาศ

     สภาพภูมิอากาศมี 2 ฤดูกาล คือ ฤดูร้อน และฤดูฝน ได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ย 1,853.5 มิลลิเมตรต่อปี จำนวนวันฝนตกเฉลี่ย 154 วัน อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 29.3 องศาเซลเซียสในเดือนเมษายน และอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 26.7 องศาเซลเซียสในเดือนธันวาคม อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 28.14 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 75-83 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉลี่ย 78.7 เปอร์เซ็นต์ และความเร็วลมประมาณ 1-2 เมตร/วินาที ปริมาณการระเหยของน้ำ ประมาณ 3.3-5.5 มิลลิเมตรต่อวัน

แม่น้ำลำคลองที่สำคัญ

     1.คลองป่าพะยอม มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัด ไหลผ่านอำเภอป่าพะยอม ควนขนุนไปลงทะเลสาบสงขลาที่พรุควนเคร็ง มีความยาวประมาณ 33 กิโลเมตร
     2.คลองท่าแนะ มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัด ไหลผ่านอำเภอศรีบรรพต ควนขนุน ไปลงทะเลสาบสงขลาที่บ้านปากประเหนือ มีความประมาณ 38 กิโลเมตร
     3.คลองนาท่อม มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัด ไหลผ่านอำเภอเมืองพัทลุง ไปลงทะเลสาบสงขลาที่บ้านลำปำ มีความยาวประมาณ 42 กิโลเมตร
     4.คลองหลักสาม หรือ คลองสะพานหยี มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัด ไหลผ่านอำเภอกงหรา อำเภอเมืองพัทลุง อำเภอเขาชัยสน ไหลลงทะเลสาบสงขลา ที่บ้านปากพะเนียด มีความยาวประมาณ 35 กิโลเมตร
     5.คลองท่าเชียด มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัด ไหลผ่านอำเภอตะโหมด อำเภอเขาชัยสน ไหลลงทะเลสาบสงขลาที่บ้านปากพล มีความยาวประมาณ 42 กิโลเมตร
     6.คลองป่าบอน มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัด ไหลผ่านอำเภอป่าบอน อำเภอปากพะยูน ไหลลงทะเลสาบสงขลาที่บ้านพระเกิด มีความยาวประมาณ 40 กิโลเมตร
     7.คลองพรุพ้อ มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัด เป็นคลองที่เป็นเส้นกั้นเขตแดนระหว่างจังหวัดพัทลุงกับจังหวัดสงขลา ไหลผ่านอำเภอป่าบอน อำเภอปากพะยูน ไหลลงทะเลสาบสงขลาที่บ้านท่าหยี มีความยาวประมาณ 36 



ไฟล์:Amphoe Phatthalung.png

การปกครองแบ่งออกเป็น 11 อำเภอ 65 ตำบล 626 หมู่บ้าน

1. อำเภอเมืองพัทลุง ตำบลคูหาสวรรค์
ตำบลเขาเจียก
ตำบลท่ามิหรำ
ตำบลโคกชะงาย
ตำบลนาท่อม
ตำบลปรางหมู่
ตำบลท่าแค่
ตำบลลำปำ
ตำบลตำนาน
ตำบลควนมะพร้าว
ตำบลร่มเมือง
ตำบลชัยบุรี
ตำบลนาโหนด
ตำบลพญาขัน
 
2. อำเภอกงหรา ตำบลกงหรา
ตำบลชะรัด
ตำบลคลองเฉลิม
ตำบลคลองทรายขาว
ตำบลสมหวัง
 
3. อำเภอเขาชัยสน ตำบลเขาชัยสน
ตำบลควนขนุน
ตำบลจองถนน
ตำบลหานโพธิ์
ตำบลโคกม่วง
  
4. อำเภอตะโหมด ตำบลแม่ขรี
ตำบลตะโหมด
ตำบลคลองใหญ่
  
5. อำเภอควนขนุน ตำบลควนขนุน
ตำบลทะเลน้อย
ตำบลนาขยาด
ตำบลพนมวังก์
ตำบลแหลมโตนด
ตำบลปันแต
ตำบลโตนดด้วน
ตำบลดอนทราย
ตำบลมะกอกเหนือ
ตำบลพนางตุง
ตำบลชะมวง
ตำบลแพรกหา
  
6. อำเภอปากพะยูน ตำบลปากพะยูน
ตำบลดอนประดู่
ตำบลเกาะนางคำ
ตำบลเกาะหมาก
ตำบลฝาละมี
ตำบลหารเทา
ตำบลดอนทราย
  
7. อำเภอศรีบรรพต ตำบลเขาย่า
ตำบลเขาปู่
ตำบลตะแพน
  
8. อำเภอป่าบอน ตำบลป่าบอน
ตำบลโคกทราย
ตำบลหนองธง
ตำบลทุ่งนารี
ตำบลวังใหม่
  
9. อำเภอบางแก้ว ตำบลท่ามะเดื่อ
ตำบลนาปะขอ
ตำบลโคกสัก
  
10. อำเภอป่าพะยอม ตำบลป่าพะยอม
ตำบลลานข่อย
ตำบลเกาะเต่า
ตำบลบ้านพร้าว
  
11. อำเภอศรีนครินทร์ ตำบลชุมพล
ตำบลบ้านนา
ตำบลอ่างทอง
ตำบลสำสินธุ์
  

  จังหวัดพัทลุง มีรูปแบบการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน 3 รูปแบบ คือ
1.การบริหารราชการส่วนกลาง ประกอบด้วย ส่วนราชการสังกัดส่วนกลาง ซึ่งมาตั้งหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดพัทลุง จำนวน 77 ส่วนราชการ
2.ราชการบริหารส่วนภูมิภาค จัดรูปแบบการปกครองและการบริหารราชการออกเป็น 2 ระดับ คือ
-ระดับจังหวัด ประกอบด้วยส่วนราชการประจำจังหวัด จำนวน 27 ส่วนราชการ 
-ระดับอำเภอ ประกอบด้วย 10 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ
3.การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 เทศบาลเมือง 8 เทศบาลตำบล และ 64 องค์การบริหารส่วนตำบล 

ผู้บริหารจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง(นายวิญญู  ทองสกุล) 

ศาสนา : พุทธ
ภูมิลำเนา : จังหวัดสุราษฎร์ธานี
วุฒิการศึกษา :
 

- ปริญญาตรี ศศบ.(รัฐศาสตร์)  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ปริญญาโท พบม.(รัฐประศาสนศาสตร์) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ :
 

- มหาปรมภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
- มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)      

ประวัติการดำรงตำแหน่ง :
 

- นายอำเภอรัตภูมิ(จังหวัดสงขลา)                 
- นายอำเภอพุนพิน(จังหวัดสุราษฎร์ธานี)    
- นายอำเภอเกาะสมุย(จังหวัดสุราษฎร์ธานี) 
- นายอำเภอเมืองสงขลา(จังหวัดสงขลา)           
- ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง               
- ปลัดจังหวัดระนอง                                
- ปลัดจังหวัดพังงา                                
- ปลัดจังหวัดตรัง                                    
- รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา                      
- รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี        
- ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย         
- ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง                      
- ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา
ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง     

 
รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง(นายสุชาติ สุวรรณกาศ) 
 
รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง(ว่าที่ ร.ต.สมโภชน์ สุวรรณรัตน์) 
หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพัทลุง นายวิมล  ทิพยมณฑา

 



การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (วันอาทิตย์ที่ ๓ กรกฎาคม2554)  จังหวัดพัทลุง แบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 3 เขต มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๓ คน

ผู้มีสิทธเลือกตั้งตามบญชีรายชื่อผู้มีสิทธเลือกตั้ง (ส.ส.๑๑) รวมทุกเขตเลือกตั้ง 377,447 คน

ผู้มาใช้สิทธิ์ลงคะแนนรวมทุกเขตเลือกตั้ง302,912 คน

คิดเป็นร้อยละ 80.25 ของผู้มีสิทธเลือกตั้งมีผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จํานวน ๑๖ คน จากพรรคการเมือง ๗ พรรค 

การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจังหวดพัทลุง มีผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จํานวน ๔๐ คนจากพรรคการเมือง ๔๐ พรรค                                 

สรุปผลการมาใช้สิทธเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แบบบัญชีรายชื่อจังหวัดพัทลุง 

สมาชิกวุฒิสภา

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (วันที่ 2 มีนาคม 2551) ผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุงจํานวน 1 คน คือ

นายเจริญ ภักดีวานิช  



   จังหวัดพัทลุงมีประชากรจากทะเบียนราษฎร์ (ข้อมูลเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔) จํานวน ๕๐๙,๕๙๔ คน ประชากรเพศชาย ๒๔๙,๗๓๖ คน เพศหญิง ๒๕๙,๘๕๘ คน มีครัวเรือน ๑๖๕,๗๗๓ ครัวเรือน อําเภอที่มีประชากรมากที่สุด คือ อําเภอเมือง จํานวน 119,460 คน 41,253 ครัวเรือน และอําเภอที่ มีประชากรน้อยที่ สุด คือ อําเภอศรีบรรพต จํานวน 17,183 คน5,789 ครัวเรือน 

ศาสนา

การศาสนาจังหวัดพัทลุงมีวัดในพุทธศาสนา ๒๓๘ วัด สํานักสงฆ์ ๗ แห่ง ที่พักสงฆ์ ๑๙ แห่ง มัสยิด ๙๒ แห่ง โบสถคริสต์ ๖ แห่ง จากข้อมูลในปี ๒๕๕๓ ประชากรของจังหวัดพัทลุงส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ คิดเป็นร้อยละ  ๘๘.๐๑ (มหานิกาย และธรรมยุต)  ศาสนาอิสลาม คิดเป็นร้อยละ ๑๑.๙๔ และอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ ๐.๐๕  สำหรับข้อมูลจำนวนศาสนสถานของศาสนาต่าง ๆ โดยจำแนกได้ดังนี้

๑.อำเภอเมือง มีวัดจำนวน  ๖๔ แห่ง ที่พักสงฆ์ จำนวน ๒ แห่ง มัสยิด จำนวน ๒ แห่ง และโบสถ์ จำนวน ๓ แห่ง

๒.อำเภอควนขนุน มีวัดจำนวน ๔๑ และที่พักสงฆ์ จำนวน  ๔ แห่ง

๓.อำเภอปากพะยูน มีวัดจำนวน  ๒๙ แห่ง และมัสยิด จำนวน ๑๖ แห่ง

๔.อำเภอเขาชัยสน  มีวัดจำนวน  ๓๑ แห่ง และ มัสยิด จำนวน ๕ แห่ง

๕.อำเภอป่าบอน  มีวัดจำนวน  ๑๖ แห่ง ที่พักสงฆ์ จำนวน ๕ แห่ง และมัสยิด จำนวน ๗ แห่ง

๖.อำเภอกงหรา  มีวัดจำนวน  ๘ แห่ง และ มัสยิด จำนวน  ๓๕ แห่ง

๗.อำเภอตะโหมด มีวัดจำนวน  ๖  แห่ง และ มัสยิด จำนวน  ๑๘ แห่ง

๘.อำเภอศรีบรรพต  มีวัดจำนวน  ๖ แห่ง และสำนักสงฆ์ จำนวน ๓

๙.อำเภอป่าพะยอม  มีวัดจำนวน  ๙ แห่ง และสำนักสงฆ์ จำนวน ๔ แห่ง

๑๐.อำเภอบางแก้ว  มีวัดจำนวน  ๑๕ แห่ง  มัสยิด จำนวน ๗ แห่ง และโบสถ์ จำนวน ๑ แห่ง

๑๑.อำเภอศรีนครินทร์  มีวัดจำนวน  ๑๒ แห่ง และที่พักสงฆ์ จำนวน ๒ แห่ง

ที่มา : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพัทลุง

ตารางแสดงผู้นับถือศาสนา ปีพ.ศ. ๒๕๕๔

ศาสนา จํานวน (คน) ร้อยละ
พุทธ ๔๔๗,๗๕๐ ๘๘.๐๑
อิสลาม ๖๐,๗๒๐ ๑๒.๐๘
อื่นๆ ๒๖๘ ๐.๐๕๓

ที่มา : สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง, สํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพัทลุง 



ด้านเศรษฐกิจ

 โครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดพัทลุง มีสัดส่วนของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดพัทลุง ณ ราคาประจำปี ๒๕๕๒p๑ โดยเฉลี่ยแล้วสาขาเกษตร การล่าสัตว์และการป่าไม้ มีมูลค่าสูงที่สุดใน ๑๖ สาขา รองลงมา คือ สาขาการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน สาขาการศึกษา สาขาอุตสาหกรรม และสาขาการบริหารราชการและการป้องกันประเทศรวมทั้งการประกันสังคม ตามลำดับ

              ตาราง: แสดงผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดพัทลุง

ลำดับที่

สาขา

๒๕๕๐r

๒๕๕๑p

๒๕๕๒p๑

หมายเหตุ


ภาคเกษตร

๑๒,๙๔๒

๑๓,๖๖๑

๑๑,๗๒๒


สาขาเกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้

๑๒,๓๘๓

๑๓,๒๕๐

๑๑,๒๖๐


สาขาการประมง

๕๕๙

๔๑๑

๔๖๑



ภาคนอกเกษตร

๑๙,๙๓๙

๒๐,๖๓๕

๒๑,๒๔๐


สาขาเหมืองแร่และย่อยหิน

๑๑๙

๑๒๒

๑๓๙


สาขาอุตสาหกรรม

๒,๕๔๘

๒,๔๕๓

๒,๓๓๔


สาขาไฟฟ้า ประปา และโรงแยกก๊าซ

๓๑๖

๓๐๙

๓๘๐


สาขาก่อสร้าง

๙๑๕

๘๒๘

๙๖๓


สาขาการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน

๕,๙๔๓

๖,๐๒๖

๕,๗๗๗


สาขาโรงแรมและภัตตาคาร

๖๕

๗๙

๘๐


สาขาการขนส่งสถานที่เก็บสินค้าและการคมนาคม

๑,๐๑๗

๑,๑๒๗

๑,๒๐๖


๑๐

สาขาตัวกลางทางเงิน

๙๓๘

๑,๐๘๑

๙๐๐


๑๑

สาขาบริการด้านอสังหาริมทรัพย์การให้เช่าและบริการคมนาคม

๑,๒๓๖

๑,๒๓๐

๑,๓๐๒


๑๒

สาขาการบริหารราชการและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ

๑,๖๐๙

๑,๘๔๘

๒,๒๓๑


๑๓

สาขาการศึกษา

๓,๔๓๐

๓,๖๓๖

๓,๘๔๕


๑๔

สาขาการบริการด้านสุขภาพและสังคม

๑,๑๐๙

๑,๒๓๐

๑,๓๗๕


๑๕

สาขาการให้บริการด้านชุมชน สังคมและบริการส่วนบุคคลอื่นๆ

๖๘๑

๖๕๒

๖๙๓


๑๖

สาขาลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล

๑๕

๑๕

๑๕



Gross Proyincial Product (GPP)

๓๒,๘๘๑

๓๔,๒๙๖

๓๒,๙๖๒



GPP Per czpita (Baht)

๕๙,๙๘๘

๖๑,๘๕๖

๕๘,๘๑๒



Population(๑,๐๐๐ persons)

๕๔๘

๕๕๔

๕๖๐


ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

จัดทำโดย สำนักงานคลังจังหวัดพัทลุง

 

การเกษตรกรรม

  ในปี  2553/54  จังหวัดพัทลุง  มีพื้นที่ ถือครองเพื่อทําการเกษตร1,430,214.50  ไร่  หรือร้อยละ 66.82 ของพื้นที่ทั้งหมด  ในส่วนนี้  เป็นพื้นที่ปลูกยางพารามากที่สุด  จํานวน  819,727.17  ไร่  รองลงมาเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 255,229.29 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 57.32 และ 17.85  ของพื้นที่ ทําการเกษตร ส่วนที่เหลือร้อยละ 24.83 เป็นพื้นที่ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่พืชผักและพื้นที่อื่นๆ เช่น บ่อปลา บ่อกุ้ง ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์  คอกปศุสัตว์กกกระจูดไม้ดอกไม้ประดับ และพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ 255,229.29 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 57.32 และ 17.85 ของพื้นที่ทําการเกษตร รายได้ส่วนใหญ่ของจังหวัดพัทลุง(ประมาณร้อยละ ๖๐) มาจากผลผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะยางพารา ข้าว ผัก ผลไม้ และปศุสัตว์ รวมทั้งประมง ทั้งนี้ ศักยภาพโดยรวมเหมาะแก่การเกษตร ทางทิศตะวันตก เป็นเทือกเขาบรรทัด แหล่งต้นน้ำลำธาร และทิศตะวันออกเป็นที่ราบลุ่มและทะเลสาบสงขลา ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุงเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของภาคใต้ นอกจากนี้ยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นทางด้านการเกษตรที่หลากหลาย

ผลผลิตทางด้านการเกษตร

ด้านพืช

ข้าวนาปี เป็นพืชหลักของจังหวัดพัทลุง ที่มีรอบการผลิตเหลื่อมปี โดยมีการเพาะปลูกระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป ช่วงที่ปลูกข้าวนาปีมากคือเดือนสิงหาคมถึงกลางเดือนธันวาคม เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงกลางเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน พันธุ์ข้าวที่มีการส่งเสริมและนิยมปลูก ได้แก่ เล็บนกปัตตานี เฉี้ยงพัทลุง สังข์หยดพัทลุง ชัยนาท๑ สุพรรณบุรี ๒ และปทุมธานี ๑ อำเภอที่ปลูกมากที่สุด คือ อำเภอเมือง รองลงมาคือ อำเภอควนขนุน

จังหวัดพัทลุงมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีในช่วงปี ๒๕๕๓ จำนวน ๒๕๔,๙๒๕.๗๐ ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต จำนวน ๒๔๓,๓๐๕ ไร่ ผลผลิตรวม จำนวน ๑๒๐,๘๙๔.๕๙ ตัน ผลผลิตเฉลี่ย ๔๙๖.๘๘ กิโลกรัม/ไร่ มีมูลค่าจำนวน ๑,๐๔๑.๐๙ ล้านบาท

ข้าวนาปรัง เป็นข้าวที่ไม่ไวต่อแสงโดยมีการเพาะปลูกระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี พันธุ์ข้าวที่มีการส่งเสริมและนิยมปลูก ได้แก่ ชัยนาท ๑ สุพรรณบุรี ๒ และปทุมธานี ๑ และข้าวพันธ์มาเลย์(มาเลย์แดง มาเลย์ขาว) อำเภอที่ปลูกมากที่สุด คือ อำเภอเมือง รองลงมาคือ อำเภอควนขนุน

  จังหวัดพัทลุงมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังในช่วงปี ๒๕๕๓ จำนวน ๑๐๔,๔๗๗ ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต  จำนวน ๑๐๓,๕๓๐ ไร่ ผลผลิตรวม จำนวน ๕๗,๔๐๐.๗๙ ตัน ผลผลิตเฉลี่ย ๕๕๔.๔๔ กิโลกรัม/ไร่ มีมูลค่า จำนวน ๔๕๑.๔๒ ล้านบาท

 ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดพัทลุง มีผลตอบแทนค่อนข้างสูงและมีแนวโน้มจะขยายการส่งออกได้อีกจำนวนมาก ในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาราคายางพาราอยู่ในเกณฑ์ดีทำให้เกษตรกรปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น อำเภอที่ปลูกมากที่สุด คือ อำเภอควนขนุน รองลงมาคือ อำเภอป่าบอน

 จังหวัดพัทลุงมีพื้นที่ปลูกยางพาราในช่วงปี ๒๕๕๓ จำนวน ๘๕๖,๗๙๑.๖๗ ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต     จำนวน ๖๒๒,๑๓๒.๘๐ ไร่ ผลผลิตรวม จำนวน ๑๖๔,๑๖๑.๗๒ ตัน ผลผลิตเฉลี่ย ๒๖๓.๘๗ กิโลกรัม/ไร่ มีมูลค่าจำนวน  ๑๔,๗๕๒.๗๖ ล้านบาท

ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรจังหวัดพัทลุงกำลังมีความสนใจที่จะทำการปลูก ในขณะนี้จังหวัดพัทลุงมีการขยายพื้นที่ปลูกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากจังหวัดมีการส่งเสริมให้ปลูกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่นาร้าง อำเภอที่ปลูกมากที่สุด คือ อำเภอควนขนุน รองลงมาคือ อำเภอป่าบอน

  จังหวัดพัทลุงมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในช่วงปี ๒๕๕๓ จำนวน ๒๑,๐๘๙ ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต จำนวน ๖,๖๙๙.๓๘ ไร่ ผลผลิตรวม จำนวน ๑๔,๓๖๙.๓๗ ตัน ผลผลิตเฉลี่ย ๒,๑๔๔.๘๘ กิโลกรัม/ไร่ มีมูลค่า จำนวน ๖๗.๓๓ ล้านบาท

ทุเรียน จังหวัดพัทลุงมีพื้นที่ปลูกทุเรียนในช่วงปี ๒๕๕๓ จำนวน ๕,๐๑๗.๒๕ ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต จำนวน ๔,๓๗๘ ไร่ ผลผลิตรวม จำนวน ๔,๒๖๑.๓๙ ตัน ผลผลิตเฉลี่ย ๙๗๓.๓๖ กิโลกรัม/ไร่ มีมูลค่า จำนวน ๘๓.๖๔ ล้านบาท อำเภอที่ปลูกมากที่สุด คือ อำเภอตะโหมด รองลงมาคือ อำเภอกงหรา

มังคุด จังหวัดพัทลุงมีพื้นที่ปลูกมังคุดในช่วงปี ๒๕๕๓ จำนวน ๑๕,๕๕๗.๘๕ ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต จำนวน ๙,๘๗๙.๖๐ ไร่ ผลผลิตรวม จำนวน ๖,๕๑๒.๕๘ตัน ผลผลิตเฉลี่ย ๖๕๙.๒๐ กิโลกรัม/ไร่ มีมูลค่า จำนวน ๑๐๑.๔๙ ล้านบาท อำเภอที่ปลูกมากที่สุด คือ อำเภอกงหรา รองลงมาคือ อำเภอศรีนครินทร์

ลองกอง จังหวัดพัทลุงมีพื้นที่ปลูกลองกองในช่วงปี ๒๕๕๓ จำนวน  ๑๔,๒๐๕ ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต จำนวน ๑๐,๑๒๑ ไร่ ผลผลิตรวม จำนวน ๗,๙๗๕.๕๗ ตัน ผลผลิตเฉลี่ย ๗๘๘.๐๒ กิโลกรัม/ไร่ มีมูลค่า จำนวน ๑๒๙.๓๕ ล้านบาท อำเภอที่ปลูกมากที่สุด คือ อำเภอกงหรา รองลงมาคือ อำเภอตะโหมด

เงาะ จังหวัดพัทลุงมีพื้นที่ปลูกเงาะในช่วงปี ๒๕๕๓ จำนวน ๗,๒๘๓.๕๕ ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต จำนวน ๖,๒๙๔ ไร่ ผลผลิตรวม จำนวน ๖,๘๘๘.๑๗ ตัน ผลผลิตเฉลี่ย ๑,๐๙๔.๒๕ กิโลกรัม/ไร่ มีมูลค่า จำนวน ๑๐.๕๑ ล้านบาท อำเภอที่ปลูกมากที่สุด คือ อำเภอกงหรา รองลงมาคือ อำเภอตะโหมด

พืชไร่ จังหวัดพัทลุงปลูกพืชไร่ เช่น สับปะรด ถั่วลิสง ในช่วงปี ๒๕๕๓ มีพื้นที่ปลูก จำนวน ๘,๕๒๓.๕๙ ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต จำนวน ๘,๕๒๓.๕๙ ไร่ ผลผลิตรวม จำนวน ๑๒,๑๘๖.๕๓ ตัน ผลผลิตเฉลี่ย ๒,๙๗๘.๙๗ กิโลกรัม/ไร่ มีมูลค่า จำนวน  ๑๔๐.๓๘ ล้านบาท อำเภอที่ปลูกมากที่สุด คือ อำเภอเมือง และ อำเภอตะโหมด

พืชผัก จังหวัดพัทลุงปลูกพืชผัก เช่น แตงกวา ถั่วฟักยาว ผักบุ้ง มะเขือ พริก ผักกาด ในช่วงปี ๒๕๕๓ มีพื้นที่ปลูก จำนวน ๑,๔๓๘.๒๐ ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิต จำนวน ๑๓,๖๐๐๔๕ ไร่ ผลผลิตรวม จำนวน ๑๖,๘๑๒.๖๐ ตัน ผลผลิตเฉลี่ย  ๑,๓๑๗.๔๒ กิโลกรัม/ไร่ มีมูลค่า จำนวน  ๔๒๕.๑๗ ล้านบาท อำเภอที่ปลูกมากที่สุด คือ อำเภอเมือง

ที่มา : สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง ณ วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๔

ด้านปศุสัตว์

โคเนื้อ ในพื้นที่จังหวัดพัทลุง มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ๒๕๕๓ มีการเลี้ยงโคเนื้อ รวมทั้งสิ้น ๖๕,๙๐๗ ตัว โดยแยกเป็นโคพื้นเมือง จำนวน  ๖๑,๓๖๖ ตัว โคพันธุ์และโคลูกผสม จำนวน๔,๐๗๘ ตัว และโคขุน จำนวน ๔๖๓ ตัว  เกษตรกรผู้เลี้ยง รวมทั้งสิ้น ๑๗,๖๓๒ ราย การเลี้ยงโคเนื้อมีการเลี้ยงมากที่สุดคืออำเภอเมือง รองลงมาคืออำเภอควนขนุน

มูลค่าการส่งออกของโคมีชีวิต จำนวน  ๒๗,๘๙๗ ตัว รวมมูลค่า ๓๓๔,๗๔๖,๐๐๐ บาท

โคนม จังหวัดพัทลุงมีการเลี้ยงโคนมมากที่สุดในภาคใต้ โดยในปี ๒๕๕๓ มีการเลี้ยงโคนม รวมทั้งสิ้น ๒,๒๑๑ ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยง รวมทั้งสิ้น ๑๓๔ ราย การเลี้ยงโคเนื้อมีการเลี้ยงมากที่สุดคืออำเภอเมือง รองลงมาคืออำเภอป่าพะยอม  จำนวนผลผลิตน้ำนมดิบโดยเฉลี่ย ๗,๓๔๖ กิโลกรัม/วัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดภายในจังหวัดพัทลุง จึงมีการนำเข้าจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดตรัง

กระบือ พื้นที่การเลี้ยงกระบือในจังหวัดพัทลุงส่วนใหญ่อยู่ที่ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน เป็นการเลี้ยงในลักษณะกระบือฝูง โดยในปี ๒๕๕๓ มีการเลี้ยงกระบือ รวมทั้งสิ้น๓,๐๗๙ ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยง รวมทั้งสิ้น ๒๗๗ ราย

มูลค่าการส่งออกของกระบือมีชีวิต จำนวน  ๒๕๕ ตัว รวมมูลค่า  ๓,๘๒๕,๐๐๐ บาท

สุกร จังหวัดพัทลุงมีการเลี้ยงสุกรจำนวนมาก ส่วนใหญ่เลี้ยงเพื่อจำหน่ายในลักษณะของฟาร์มบริษัท ที่มีขนาดใหญ่และขนาดกลาง สำหรับการเลี้ยงรายย่อยมีน้อย เนื่องจากต้นทุนในการเลี้ยงค่าอาหารราคาแพงไม่คุ้มทุน โดยในปี ๒๕๕๓ มีการเลี้ยงสุกร รวมทั้งสิ้น ๒๐๐,๐๗๖, ตัว  แยกเป็นสุกรพื้นเมือง  จำนวน ๘,๐๑๘ ตัวสุกรพันธุ์  จำนวน๕๒,๐๙๘ ตัว  สุกรขุน จำนวน ๑๓๙,๙๖๐ ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยง ๔,๔๓๑ ราย การเลี้ยงสุกรมีการเลี้ยงมากที่สุดคืออำเภอควนขนุน รองลงมาคืออำเภอเมือง  

มูลค่าการส่งออกของสุกร ประกอบด้วย เนื้อสุกร ในช่วงไตรมาส ๔ ของปี ๒๕๕๓ จำนวน ๒,๖๕๕,๒๔๐ กิโลกรัม รวมมูลค่า ๓๑๘,๖๒๘,๘๐๐ บาท ในช่วงไตรมาสแรก ของปี ๒๕๕๔ จำนวน ๒,๕๙๕,๒๕๐ รวมมูลค่า ๓๑๑,๔๓๐,๐๐๐ บาท และสุกรมีชีวิตในปี ๒๕๕๓ จำนวน  ๔๒๗,๔๖๕ ตัว รวมมูลค่า  ๒,๔๗๘,๒๙๗,๐๐๐ บาท

ไก่ จังหวัดพัทลุงมีการเลี้ยงไก่จำนวนมาก ปริมาณการเลี้ยงเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนใหญ่เป็นการรับเลี้ยง จากบริษัทใหญ่ๆ ผลผลิตที่ได้ร้อยละ ๙๐ ส่งจำหน่ายในจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ โดยในปี ๒๕๕๓ มีการเลี้ยงไก่ รวมทั้งสิ้น ๒,๙๑๘,๓๙๘ ตัว แยกเป็นไก่พื้นเมือง จำนวน ๑,๐๖๑,๖๖๔ ตัว ไก่เนื้อ จำนวน ๑,๔๗๘,๖๒๔ ตัว ไก่ไข่ จำนวน ๓๕๕,๓๒๐ ตัว ไก่เนื้อพันธุ์ จำนวน ๑๖,๙๒๕ ตัว ไก่ไข่พันธุ์ จำนวน ๕,๘๖๕ ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยง ๒๙,๑๔๓ ราย การเลี้ยงไก่มีการเลี้ยงมากที่สุดคืออำเภอเมือง รองลงมาคืออำเภอป่าบอน

มูลค่าการส่งออกไก่ ประกอบด้วย เนื้อไก่ ในช่วงไตรมาส ๔ ของปี ๒๕๕๓ จำนวน ๑๘,๗๐๐ กิโลกรัม รวมมูลค่า ๑,๒๑๕,๕๐๐บาท ในช่วงไตรมาสแรก ของปี ๒๕๕๔ จำนวน ๓๒,๖๒๐ รวมมูลค่า ๒,๑๒๐,๓๐๐บาท ไก่มีชีวิต   ในปี ๒๕๕๓ จำนวน  ๑๒,๘๕๘,๒๗๗ ตัว รวมมูลค่า  ๑,๐๒๘,๖๖๒,๑๖๐๐ บาท

เป็ด จังหวัดพัทลุงมีการเลี้ยงเป็ดค่อนข้างมาก โดยในปี ๒๕๕๓ มีการเลี้ยงเป็ด รวมทั้งสิ้น ๔๑๔,๘๙๖ ตัว   แยกเป็นเป็ดเทศ จำนวน ๒๐๒,๑๐๓ ตัว เป็ดเนื้อ จำนวน ๒๘,๘๑๙ ตัว เป็ดไข่ จำนวน ๗๓,๗๓๐ ตัว เป็นเนื้อไล่ทุ่ง  จำนวน  ๑๑,๑๗๐ ตัว และเป็ดไข่ไล่ทุ่ง จำนวน  ๙๙,๐๗๔ ตัว  เกษตรกรผู้เลี้ยง ๗,๔๕๙ ราย  มีการเลี้ยงเป็ดมากที่สุดคืออำเภอเมือง รองลงมาคืออำเภอควนขนุน

มูลค่าการส่งออกของเป็ดมีชีวิต จำนวน  ๑๑๑,๖๑๘ ตัว รวมมูลค่า  ๒๐,๐๙๑,๒๔๐ บาท

แพะ ในปัจจุบันเกษตรกรมีความสนใจในการเลี้ยงแพะมากขึ้นเนื่องจากราคามีการปรับตัวสูงขึ้น จากกิโลกรัมละ ๘๐ บาท เป็น ๑๒๐ บาท ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของชาวไทยมุสลิม จากข้อมูล ปี  ๒๕๕๒ มีการเลี้ยงแพะ จำนวน ๔,๔๖๒ ตัว ในปี ๒๕๕๓ มีการเลี้ยงแพะ จำนวน ๘,๔๒๘ ตัว แยกเป็นแพะเนื้อ จำนวน ๘,๒๗๔ ตัว และแพะนม จำนวน ๑๕๔ ตัว เกษตรผู้เลี้ยง ๑,๑๖๖ ราย มีการเลี้ยงแพะมากที่สุดคืออำเภอกงหรา รองลงมาคืออำเภอตะโหมด

มูลค่าการส่งออกของแพะมีชีวิต จำนวน  ๗,๖๕๐ ตัว รวมมูลค่า  ๑๓,๖๒๐,๐๐๐ บาท

นกกระทา จังหวัดพัทลุงนิยมเลี้ยงนกกระทาพันธุ์ไข่มากกว่าพันธุ์เนื้อ โดยในปี ๒๕๕๓ มีการเลี้ยง นกกระทา รวมทั้งสิ้น  ๔๐,๕๐๓ ตัว แยกเป็นนกกระทาพันธุ์ไข่ จำนวน ๓๑,๗๔๖ ตัว นกกระทาพันธุ์เนื้อ จำนวน ๘,๗๕๗ ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยง  รวมทั้งสิ้น ๔๘ ราย

ที่มา : สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพัทลุง

ด้านการประมง

ในปี ๒๕๕๓ จังหวัดพัทลุงมีการเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ๖ ชนิด คือ ปลาดุก ปลากะพงขาว ปลานิล ปลาทับทิม กุ้งก้ามกราม และกุ้งทะเล  ซึ่งมีการขยายตัวมากกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากเศรษฐกิจดีขึ้นส่งผล ให้ราคาผลผลิตสูงขึ้น

๑.ปลาดุก มีพื้นที่การเลี้ยง จำนวน ๔,๑๑๒ ไร่  ผลผลิต จำนวน  ๒๑๑.๕๐ ตัน  มีมูลค่ารวม ๙๑.๑๖ ล้านบาท

๒.ปลากะพงขาว มีพื้นที่การเลี้ยง จำนวน ๑๑๑ไร่ ผลผลิต จำนวน ๖๘.๖๗ ตัน มีมูลค่ารวม ๕๒.๒๐ ล้านบาท

๓.ปลานิล มีพื้นที่การเลี้ยง จำนวน ๘๔๐ ไร่ ผลผลิต จำนวน ๘๗๙ ตัน มีมูลค่ารวม ๖๑.๕๓ ล้านบาท

๔.ปลาทับทิม มีพื้นที่การเลี้ยง จำนวน ๑,๐๔๐ ไร่ ผลผลิตจำนวน ๑,๐๗๙ ตัน มีมูลค่ารวม ๗๕.๕๓ล้านบาท

๕.กุ้งก้ามกราม มีพื้นที่การเลี้ยง จำนวน ๔๘ ไร่ ผลผลิต จำนวน ๔.๗๑ ต้น มีมูลค่ารวม ๑.๓๒ ล้านบาท

๖.กุ้งทะเล มีพื้นที่การเลี้ยง จำนวน ๕๐๙.๕๐ ไร่ ผลผลิต จำนวน ๒,๘๕๒.๙๙ ต้น มีมูลค่ารวม ๓๖๔.๒๑ ล้านบาท

ที่มา : สำนักงานประมงจังหวัดพัทลุง ณ วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๔

สถานการณ์และแนวโน้ม ด้านเศรษฐกิจ ของจังหวัดพัทลุง

ภาคการเกษตร

สาขาเกษตร ข้าวนาปี มีมูลค่าผลผลิตลดลงจากเดือนมกราคมของปีที่แล้ว คิดเป็นร้อยละ ๖๗.๗๖ ตามปริมาณผลผลิตที่ลดลงร้อยละ ๖๔.๘๒  เนื่องจากพื้นที่นาบางส่วนได้รับความเสียหายจากสภาวะน้ำท่วมขัง ราคาผลผลิตลดลง ร้อยละ ๘.๓๕ เนื่องจากข้าวเปลือกบางส่วนจมน้ำทำให้เข้ามีคุณภาพต่ำและถูกตัดราคา ส่วนยางแผ่นดิบคุณภาพ ๓ มีมูลค่าผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมปีที่แล้ว คิดเป็นร้อยละ ๒๘.๓๓ จากราคาผลผลิตกิโลกรัมละ ๑๓๙.๒๓ บาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๖๐.๒๐  ตามภาวะราคายางในตลาดโลก ส่วนปริมาณผลผลิตลดลงเหลือ ร้อยละ ๑๙.๙๘ เนื่องจากพื้นที่กรีดบางส่วนได้รับความเสียหายจากวาตภัยช่วงปลายมีที่ผ่านมา

สาขาปศุสัตว์ สุกร มีมูลค่าผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมปีที่แล้ว ร้อยละ ๔๖.๕๑ ตามปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๔๔.๐๗ เนื่องจากฟาร์มขนาดใหญ่และขนาดกลางเพิ่มปริมาณการเลี้ยง ราคาผลผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๑.๖๙ เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ส่วนมูลค่าการผลิตไก่เนื้อเพิ่มขึ้นตามปริมาณผลผลิต ที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๕.๗๓ ชะลดตัวจากเดือนมกราคมปีที่แล้ว เนื่องจากกลุ่มผู้เลี้ยงเพิ่มปริมาณการเลี้ยงให้สอดรับกับ ความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นไม่มากนัก สำหรับน้ำนมดิบ มีมูลค่าผลผลิตที่ลดลง ตามปริมาณผลผลิตที่ลดลง ร้อยละ ๒.๔๑ เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมปีแล้ว เนื่องจากจำนวนแม่โคที่รีดนมมีจำนวนลดลง

สาขาประมง การเลี้ยงปลานิล มีมูลค่าผลผลิตเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมกราคมของปีที่แล้ว ร้อยละ ๑๓.๗๘ ตามราคาผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๑๖.๖๗ เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคสูง แต่ปริมาณผลผลิตลดลง ร้อยละ ๒.๔๘ เนื่องจากจำนวนครัวเรือนผู้เลี้ยงปลานิลลดลง ส่วนปลากะพงขาว มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ   เดือนมกราคมของปีที่แล้ว ปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๓๕.๑๔ เนื่องจากได้รับการส่งเสริมการเลี้ยงจากกรมประมง สำหรับกุ้งขาว มีมูลค่าการผลิตเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมกราคมของปีที่แล้ว ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นและราคาผลผลิต    ก็เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง

ภาคนอกการเกษตร

 สาขาเหมืองแร่และย่อยหิน หินปูนเพื่อการก่อสร้างมีมูลค่า ๒.๕๑ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมของปีที่แล้ว ร้อยละ ๓๔.๔๘ เนื่องจากการสั่งซื้อของตลาดที่เพิ่มขึ้น สำหรับหินกรวดเพื่อการก่อสร้างมีมูลค่า ๐.๑๕ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมของปีที่แล้ว ร้อยละ ๖๖.๖๗ เนื่องจากมียอดส่งออกต่างประเทศเพิ่มขึ้น

 สาขาอุตสาหกรรม  อุตสาหกรรมของจังหวัดพัทลุง ชะลอตัว เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมของปีที่แล้ว โดยพิจารณาจาก จำนวนโรงงานในภาคอุตสาหกรรม จำนวนแรงงานอุตสาหกรรม ปริมาณการใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม และภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บด้านอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยลง เมื่อเทียบกับเดือนมากราคมของปีที่แล้ว เนื่องจากตลาดมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นไม่มากนัก

ด้านการลงทุน

การลงทุนของจังหวัดพัทลุง ค่อยข้างหดตัว เมื่อเทียบกับเดือนมาราคมของปีที่แล้วมีพื้นที่อนุญาต ก่อสร้างเพื่อการพาณิชย์ และพื้นที่ก่อสร้างอื่นๆ ลดลง ร้อยละ ๔๘.๒๕ และ ๙๙.๗๕ ตามลำดับ ด้านพื้นที่อนุญาตก่อสร้าง เพื่อที่อยู่อาศัย เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๑.๒๔ ซึ่งการลงทุนโดยรวมลดลง เนื่องจากมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้การก่อสร้างและ การลงทุนต่างๆลดลง

ด้านแรงงาน

การจ้างงานของจังหวัดพัทลุง ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนมกราคมของปีที่แล้วพิจารณาจากตำแหน่งงานที่ว่างที่ผู้ประกอบการแจ้งความต้องการกับสำนักงานจัดหางานจังหวัดพัทลุง การบรรจุงานเพิ่มในสัดส่วนที่ลดลง ร้อยละ ๗๓.๘๘ และ ๓๔.๐๙ ในขณะที่จำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมของจังหวัดพัทลุงเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัว จำนวน ๑๖,๖๘๙ คน จากเดิม จำนวน ๑๕,๓๐๙ คน อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัดพัทลุง วันละ ๑๗๓ บาท จากเดิมวันละ ๑๕๙ บาท  ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๔ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๔

สำหรับวุฒิการศึกษาที่ตลาดแรงงานต้องการมากที่สุดคือ ระดับประถม คิดเป็นร้อยละ ๒๙.๒๖  รองลงมาคือ ระดับปวส. คิดเป็นร้อยละ ๒๑.๙๕

อาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการมากที่สุด คือ งานเทคนิคและงานช่างฝีมือ คิดเป็นร้อยละ ๑๙.๕๑ รองลงมาคือพนักงานบริการ คิดเป็นร้อยละ ๑๔.๖๓

 ที่มา : รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดพัทลุง สำนักงานคลังจังหวัดพัทลุง ประจำเดือนมกราคม ๒๕๕๔

การสหกรณ์  สหกรณ์ในจังหวัดพัทลุงมีทั้งหมด ๑๐๔ สหกรณ์ โดยแยกเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรและสหกรณ์นอกภาคเกษตร

๑.สหกรณ์ภาคการเกษตร มีสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม

๒.สหกรณ์นอกภาคเกษตร มีสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนียน

สหกรณ์การเกษตร มีจำนวน ๙๑ สหกรณ์ คิดเป็นร้อยละ  ๘๗.๕๒ 

สหกรณ์ประมง มี ๑ สหกรณ์ คิดเป็นร้อยละ ๐.๙๒ 

สหกรณ์นิคม มี ๑ สหกรณ์  คิดเป็นร้อยละ  ๐.๙๒  

สหกรณ์ออมทรัพย์ มี ๕  สหกรณ์ คิดเป็นร้อยละ ๔.๘๐  

สหกรณ์ร้านค้า มี ๒ สหกรณ์ คิดเป็นร้อยละ๑.๙๒ 

สหกรณ์บริการ มี ๒ สหกรณ์ คิดเป็นร้อยละ  ๑.๙๒

สหกรณ์เครดิตยูเนียน มี ๒ สหกรณ์ คิดเป็นร้อยละ  ๑.๙๒ ของสหกรณ์ทั้งหมด 

ซึ่งแนวโน้มสหกรณ์ในจังหวัดพัทลุงในปี ๒๕๕๔ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น



กลุ่มเกษตรกรในจังหวัดพัทลุง มีทั้งหมด  ๔๔ กลุ่ม ดังนี้

๑.กลุ่มเกษตรกรทำนา จำนวน ๒๗ กลุ่ม มีสมาชิก จำนวน ๗,๓๒๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๑.๓๖

๒.กลุ่มเกษตรกรทำสวน จำนวน ๔ กลุ่ม มีสมาชิก จำนวน ๕๙๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๙.๐๙

๓. กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ มีจำนวน  ๑๑ กลุ่ม มีสมาชิก จำนวน ๘๙๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๕

๔. กลุ่มเกษตรกรทำประมง มีจำนวน ๑ กลุ่ม มีสมาชิก จำนวน๑๑๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๒.๒๗

๕. กลุ่มเกษตรกรทำไร่ มีจำนวน ๑ กลุ่ม มีสมาชิก จำนวน ๓๘๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๒.๒๒

อุตสาหกรรม                        

การจดทะเบียนนิติบุคคลที่ตั้งใหม่ ในช่วงไตรมาสที่ ๔ ปี ๒๕๕๓ จังหวัดพัทลุงมีการจดทะเบียน       นิติบุคคลตั้งใหม่ทั้งสิ้น จำนวน ๒๒ แห่ง แยกเป็นบริษัทจำกัด จำนวน ๔ แห่ง และห้างหุ้นส่วนจำกัด จำนวน ๑๘ แห่ง ได้แก่อุตสาหกรรมการก่อสร้าง จำนวน ๑๑ แห่ง อุตสาหกรรมการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมยานยนต์ จักรยานยนต์ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน จำนวน ๖ แห่ง อุตสาหกรรมบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่าและ    บริการทางธุรกิจ จำนวน ๒ แห่ง และอุตสาหกรรมการผลิต ตัวกลางทางการเงิน การให้บริการชุมชน สังคม และ    บริการส่วนบุคคลอื่นๆ อุตสาหกรรมละ ๑ แห่ง

การจดทะเบียนโรงงานอุตสาหกรรม ในช่วงไตรมาสที่ ๔ ปี๒๕๕๓พบว่ามีการจดทะเบียน โรงงานใหม่ จำนวน ๘ โรงงาน เงินทุน ๔๒,๖๐๐,๐๐๐ บาท ได้แก่

๑.อุตสาหกรรมเกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ จำนวน ๒ โรงงาน เงินทุน ๑๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท

๒.อุตสาหกรรมการผลิต จำนวน ๓ โรงงาน เงินทุน ๑๒,๙๑๐,๐๐๐ บาท

๓.อุตสาหกรรมการก่อสร้าง จำนวน ๒ โรงงาน เงินทุน ๑๑,๓๑๕,๐๐๐ บาท

๔.อุตสาหกรรมการขายส่ง ขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและ     ของใช้ในครัวเรือน จำนวน ๑ โรงงาน เงินทุน ๘๗๕,๐๐๐ บาท

ที่มา : สำนักงานแรงงานจังหวัดพัทลุง 

ด้านแรงงาน



สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ

ไฟฟ้า  ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ จำนวนครัวเรือนมีไฟฟ้าใช้ ๑๓๒,๐๓๓ ครัวเรือน ไม่มีไฟฟ้า  ๔๕๐ ครัวเรือน 

ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ จำนวนครัวเรือนมีไฟฟ้าใช้ ๑๓๖,๗๖๓ ครัวเรือน ไม่มีไฟฟ้า ๕๒๔  ครัวเรือน

ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ จำนวนครัวเรือนมีไฟฟ้าใช้ ๑๔๖,๗๖๖ ครัวเรือน ไม่มีไฟฟ้า ๒๐๒ ครัวเรือน

ประปา จังหวัดพัทลุงมีสำนักงานประปาส่วนภูมิภาค จำนวน ๒ แห่ง คือสำนักงานประปาพัทลุง  มีกำลังการผลิต ๑๘,๐๐๐ ลบ.ม./วัน มีผู้ใช้น้ำ  ๑๔,๑๕๐ ราย และสำนักงานประปาเขาชัยสน มีกำลังการผลิต ๑,๙๒๐ ลบ.ม./วัน มีผู้ใช้น้ำ ๒,๐๔๑ ราย การประปาท้องถิ่นมีครบทุกอำเภอ ยกเว้นอำเภอป่าพะยอมขึ้นกับสำนักงาน การประปาส่วนภูมิภาคอำเภอชะอวด จังหวัดนครนครศรีธรรมราช สำหรับพื้นที่ประปาภูมิภาคเข้าไม่ถึงมีประปาหมู่บ้านให้บริการเพื่อการบริโภคอย่างทั่วถึง

โทรศัพท์ ปีพ.ศ.๒๕๕๒ จังหวัดพัทลุงให้บริการโทรศัพท์ทั้งหมด จำนวน ๒๔,๘๙๐ หมายเลข เลขหมายราชการ   จำนวน  ๑,๕๐๑ หมายเลข  เลขหมายบ้าน จำนวน ๑๔,๘๘๒ หมายเลข เลขหมายธุรกิจ จำนวน ๑,๑๕๕ หมายเลขเลขหมายสาธารณะ จำนวน๘๓๘ หมายเลขรวมเลขหมายที่มีผู้เช่า จำนวน ๑๘,๓๗๖ หมายเลข

  ปีพ.ศ.๒๕๕๓ (มกราคม-กรกฏาคม) จังหวัดพัทลุง ให้บริการโทรศัพท์ทั้งหมด จำนวน ๒๔,๖๓๐ หมายเลข 

เลขหมายราชการ จำนวน ๑,๕๐๙ หมายเลข

เลขหมายบ้าน จำนวน ๑๕,๒๕๒ หมายเลข

เลขหมายธุรกิจ จำนวน ๑,๑๕๕ หมายเลข

เลขหมายสาธารณะ จำนวน ๘๔๖ หมายเลข 

รวมเลขหมายที่มีผู้เช่า จำนวน ๑๘,๗๖๒ หมายเลข

การไปรษณีย์โทรเลข  มีที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข จำนวน  ๑๐ แห่ง ซึ่งกระจายอยู่ทุกอำเภอ          โดยมีปริมาณไปรษณียภัณฑ์ในจังหวัดพัทลุง ดังนี้

   ปีพ.ศ.๒๕๕๒ ประกอบด้วย ไปรษณียภัณฑ์ธรรมดา ส่งออกไป จำนวน ๙๕๑,๒๖๒ ชิ้น รับเข้ามา จำนวน ๕,๘๙๗,๖๑๖ ชิ้น ไปรษณีย์มีหลักฐาน ส่งออกไป จำนวน ๓๗๖,๕๖๒ ชิ้น รับเข้ามา จำนวน ๖๑๖,๔๓๓ ชิ้น รวมส่งออกไป จำนวน ๑,๓๒๗,๘๒๔ ชิ้น รับเข้ามา จำนวน  ๖,๕๑๔,๐๔๙ ชิ้น

  ปีพ.ศ.๒๕๕๓ (มกราคม-กรกฏาคม) ประกอบด้วย ไปรษณียภัณฑ์ธรรมดา ส่งออกไป จำนวน  ๑๘๔,๓๑๗ ชิ้น  รับเข้ามา จำนวน  ๑,๑๖๕,๒๓๙ ชิ้น ไปรษณีย์มีหลักฐาน ส่งออกไป  จำนวน  ๑๑๑,๙๙๑ ชิ้น  รับเข้ามา จำนวน ๒๐๖,๕๒๐ ชิ้น รวมส่งออกไป จำนวน  ๒๙๖,๓๐๘ ชิ้น รับเข้ามา จำนวน  ๑,๓๗๑,๗๕๙ ชิ้น

คมนาคม   การคมนาคมสะดวด เพราะตั้งอยู่กึ่งกลางของภาคใต้ (กึ่งกลางระหว่างจังหวัดชุมพร-จังหวัดนราธิวาส) เป็นศูนย์รวมของการคมนาคมทางบก จากภาคใต้ตอนบน(ฝั่งอ่าวไทย) และภาคตะวันตก(ฝั่งอันดามัน)         ลงสู่ภาคใต้ตอนล่างและภาคใต้ชายแดน โดยใช้เส้นทางสายเพชรเกษม (หมายเลข ๔) ระหว่างสี่แยกเอเชียอำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ถึงอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีทางรถไฟผ่านหลายอำเภอจากเหนือจรดใต้ การเดินทางโดยเครื่องบินสะดวด รวดเร็ว(ระยะทางจากจังหวัดพัทลุง ถึงสนามบินตรัง ๕๕ กิโลเมตร,สนามบินหาดใหญ่ ๑๐๐ กิโลเมตร    สนามบินจังหวัดนครศรีธรรมราช ๑๐๐ กิโลเมตร)

แหล่งน้ำ

  แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร

๑.น้ำฝน  ในรอบ ๕ ปี (พ.ศ.๒๕๔๙-๒๕๕๓) จังหวัดพัทลุงมีปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยปีละ ๑,๖๙๓.๔๘ มิลลิเมตร หรือเฉลี่ยเดือนละ ๑๔๑.๑๒  มิลลิเมตร จำนวนวันฝนตก ๑๓๒ วันต่อปี หรือเดือนละ ๑๑ วัน ปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒และน้อยที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ (ข้อมูล ณ มิถุนายน ๒๕๕๓)

                ๒. แหล่งน้ำชลประทาน พื้นที่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดพัทลุงติดต่อกับเทือกเขาบรรทัด              ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารสายสั้น ๆ ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาหลายสาย ทำให้สามารถใช้แหล่งน้ำธรรมชาติ  มาใช้ประโยชน์ สำหรับการก่อสร้างระบบชลประทาน มีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน ๖๖๗,๒๘๘ ไร่             คิดเป็นร้อยละ ๔๖.๙๐ ของพื้นที่ถือครองทางการเกษตรทั้งจังหวัด จำนวน ๑,๔๒๒,๕๓๐ ไร่ ประกอบด้วย

                   (๑) โครงการชลประทานขนาดใหญ่ มี ๑ โครงการ คือ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าเชียด   ตั้งอยู่ที่อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน ๑๐๓,๐๐๐ ไร่

                   (๒) โครงการชลประทานขนาดกลาง มี ๑๐ โครงการ  มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน ๒๒๐,๔๐๐ ไร่ และอำเภอที่มีโครงการชลประทานขนาดกลางมากที่สุดคือ อำเภอป่าบอน มี ๓ โครงการ มีพื้นที่ได้รับประโยชน์    จำนวน ๒๔,๐๐๐ ไร่ รองลงมาคือ อำเภอกงหรา มี ๒ โครงการ มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน ๔๗,๐๐๐ ไร่

                    (๓) โครงการชลประทานขนาดเล็ก มี ๑๐๑ โครงการ มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน ๒๒๔,๒๕๐ ไร่ และอำเภอที่มีโครงการชลประทานขนาดเล็กมากที่สุดคือ อำเภอเขาชัยสน มี ๓๐ โครงการ มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน ๒๔,๘๐๐ ไร่ รองลงมาคือ อำเภอควนขนุน มี ๑๙ โครงการ มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน ๓๐,๓๐๐ ไร่

                   (๔) โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มี ๑๙ โครงการ มีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากโครงการ       อันเนื่องมาจากพระราชดำริมากที่สุดคือ อำเภอป่าพะยอม  มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน ๓๕,๗๐๐ ไร่ รองลงมาคือ อำเภอป่าบอน  มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน ๒๔,๐๐๐ ไร่

                   (๕) สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า มี ๒๑ โครงการ  มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน ๓๗,๑๒๕ ไร่ อำเภอ ที่มีสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้ามากที่สุดคือ อำเภอควนขนุน มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน ๑๘,๘๓๕ ไร่ รองลงมาคือ         อำเภอเมือง มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน ๑๑,๓๔๐ ไร่

ศักยภาพแหล่งน้ำของจังหวัดพัทลุง

                จากการประมวลผลข้อมูลทั้งหมดของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล(๒๕๕๐) พบว่าแหล่งน้ำบาดาล ที่มีศักยภาพสูงสุดในพื้นที่จังหวัดพัทลุง คือ แหล่งน้ำบาดาลในชั้นตะกอนน้ำพาปรากฏแผ่กระจายอยู่ในบริเวณ แอ่งน้ำพัทลุงต่อเนื่องไปจนถึงที่ราบชายฝั่งทะเลหลวงด้านทิศเหนือ และทิศตะวันออก ที่สามารถพัฒนาแหล่งน้ำ ได้ที่ระดับความลึกตั้งแต่ ๓๐-๑๐๐ เมตร มีปริมาณน้ำ ระหว่าง ๑๐-๒๐ ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง จนถึงมากกว่า ๒๐ ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง คุณภาพน้ำบาดาลส่วนใหญ่เป็นน้ำจืดคุณภาพดี แต่ปริมาณเหล็กในน้ำค่อนข้างสูงเกือบทุกพื้นที่

คุณภาพการศึกษา

คะแนนเฉลี่ยผลการสอบ O-NETของปีการศึกษา ๒๕๕๓ของเขตพื้นที่การศึกษาเขต ๑ ระดับประถมศึกษาปีที่ ๖ พบว่าในระดับประเทศ วิชาสังคมศึกษาฯ มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ ๔๗.๐๗ รองลงมาวิชาวิทยาศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ ๔๑.๕๖ ในระดับเขตพื้นที่ฯ วิชาสังคมศึกษาฯ มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ ๕๐.๐๕ รองลงมาวิชาวิทยาศาสตร์ คิดเป็นร้อยละ ๔๕.๕๘ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๓ พบว่าในระดับประเทศ วิชาสุขศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ  ๗๑.๙๗ รองลงมาวิชาการงานอาชีพฯ คิดเป็นร้อยละ ๔๗.๐๗ ในระดับเขตพื้นที่ฯ พบว่าวิชาสุขศึกษา คิดเป็นร้อยละ ๗๓.๔๓ รองลงมา วิชาการงานอาชิพฯ คิดเป็นร้อยละ ๔๘.๖๗

คะแนนเฉลี่ยผลการสอบ O-NETของปีการศึกษา ๒๕๕๓ของเขตพื้นที่การศึกษาเขต ๒ ระดับประถมศึกษาปีที่ ๖ พบว่าในระดับประเทศ วิชาสุขศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ ๕๔.๓๑ รองลงมาวิชาการงานอาชีพฯ คิดเป็นร้อยละ ๕๒.๕๒ ในระดับเขตพื้นที่ฯ วิชาสุขศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ ๕๖.๗๓ รองลงมาวิชาการงานอาชีพฯ คิดเป็นร้อยละ ๕๔.๙๖ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๓ พบว่าในระดับประเทศ วิชาสุขศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ  ๗๑.๙๗ รองลงมาวิชาภาษาไทย  คิดเป็นร้อยละ ๔๒.๘๐ ในระดับเขตพื้นที่ฯ พบว่าวิชาสุขศึกษา มีคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ ๖๙.๕๘ รองลงมาวิชาภาษาไทย คิดเป็นร้อยละ ๔๑.๘๐

ด้านพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน พบว่า ส่วนหนึ่งประสบปัญหาวิกฤติค่านิยมทางวัฒนธรรมต่างชาติ โดยขาดการกลั่นกรองที่จะรับเฉพาะวัฒนธรรมที่ดีงาม  ทำให้คุณธรรม จริยธรรมลดลง  นำไปสู่ค่านิยมและพฤติกรรมที่เน้นวัตถุนิยมและบริโภคนิยมมากขึ้น

สาธารณสุข

  สถานบริการสาธารณสุขภาครัฐของจังหวัดพัทลุง  ประเภทโรงพยาบาล จำนวน ๑๐ แห่ง ประกอบด้วย โรงพยาบาลทั่วไป  ขนาด  ๓๘๕  เตียง  ๑ แห่ง, โรงพยาบาลชุมชน ๙๐ เตียง ๑ แห่ง,โรงพยาบาลชุมชน   ๓๐ เตียง ๘ แห่ง จำนวนเตียง รวมทั้งจังหวัด  ๗๑๕ เตียง  อัตราส่วนเตียงต่อประชากรเท่ากับ ๑:๗๐๖ โรงพยาบาล    ส่งเสริมสุขภาพตำบล  ๑๒๔ แห่ง ครอบคลุมทุกตำบลของจังหวัดพัทลุง ศูนย์สุขภาพชุมชน ๙ แห่ง ศูนย์บริการสาธารณสุข ๓ แห่ง และหน่วยควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลง ๒ แห่ง

บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง แยกได้ดังนี้

๑.แพทย์      จำนวน   ๙๐ คน อัตราส่วนต่อประชากร     ๑:๕,๖๔๖

๒.ทันตแพทย์    จำนวน   ๕๐ คน อัตราส่วนต่อประชากร     ๑:๑๑,๑๖๓

๓.เภสัชกร           จำนวน   ๖๕ คน อัตราส่วนต่อประชากร     ๑:๗,๘๑๘

๔.พยาบาลวิชาชีพ จำนวน  ๘๖๐ คน อัตราส่วนต่อประชากร   ๑:๕๙๑

ที่มา: งานการเจ้าหน้าที่ ฝ่ายบริหารทั่วไป สสจ.พัทลุง ข้อมูล ณ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓   

สถานการณ์ด้านสาธารณภัยของจังหวัดพัทลุง ในช่วงปี๒๕๕๓ และปี๒๕๕๔จังหวัดพัทลุงประสบภัยธรรมชาติหลายด้าน เช่น ภัยแล้ง อุทกภัย วาตภัย  ซึ่งทำให้ประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดพัทลุงได้รับความเดือดร้อน ทั้งจังหวัด โดยแยกประเภทสาธารณภัยของจังหวัดพัทลุง ดังนี้

                สาธารณภัยของจังหวัดพัทลุง ปี ๒๕๕๓

                ๑.ภัยแล้ง มีพื้นที่ได้รับความเสียหาย จำนวน ๖๔๕ หมู่บ้าน จำนวน ๒๒,๑๗๓ ครัวเรือน                    มูลค่าความเสียหาย จำนวน ๙๘,๐๑๘,๗๔๗ บาท และมีการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยแล้ว        จำนวน ๒๒,๑๗๓ ราย งบประมาณ จำนวน ๘๓,๑๑๓ บาท

                ๒.อุทกภัย มีพื้นที่ได้รับความเสียหาย จำนวน ๖๖๑ หมู่บ้าน จำนวน ๑๘,๙๗๔ ครัวเรือน มูลค่าความเสียหาย จำนวน ๗๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทและมีการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยแล้ว จำนวน ๑๘,๙๗๔ ราย งบประมาณจำนวน ๓๔๘,๙๙๐,๗๖๖ บาท

                ๓.วาตภัย มีพื้นที่ได้รับความเสียหาย จำนวน ๔๐ หมู่บ้าน จำนวน ๕๗ ครัวเรือน มูลค่าความเสียหาย จำนวน ๔๔๘,๑๖๐ บาท และมีการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบวาตภัยแล้ว จำนวน ๑๙๔ ราย งบประมาณ จำนวน ๔๔๘,๖๑๐ บาท

                สาธารณภัยของจังหวัดพัทลุง ปี ๒๕๕๔ (มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๔) มีเพียงอุทกภัย โดยมีพื้นที่ได้รับความเสียหาย จำนวน ๖๒๒ หมู่บ้าน จำนวน ๔๙,๕๘๐ ครัวเรือน มูลค่าความเสียหาย จำนวน ๑๓๑,๕๑๔,๔๐๐ บาท สำหรับการให้ความช่วยเหลืออยู่ในระหว่างดำเนินการ

                ที่มา  :   สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพัทลุง ณ ๖ เมษายน ๒๕๕๔



โบราณวัตถุ

๑.ขวานหินขัด เครื่องปั้นดินเผา หม้อสามขา เครื่องมือหิน  พระพุทธรูปโบราณ พบทั่วไป

๒.พระพิมพ์ดิน พระโพธิสัตว์ พบที่อำเภอเมืองพัทลุง

โบราณสถาน

๑.อนุสรณ์สถาน พระปรมาภิไธยย่อ จ.ป.ร. ๑๐๘ หน้าผาเทวดา บ้านเกาะหัวมวย  ตำบลเกาะหมาก  อำเภอปากพะยูน

๒.เขากลาง (ถ้ำพระ) บ้านเขากลาง ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน

๓.เขากัง ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง

๔.เขาชัยบุรี (วัดเขา) หมู่ที่ ๑ ต.ชัยบุรี อ.เมืองพัทลุง

๕.ถ้ำคูหาสวรรค์ ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง

๖.วังเจ้าเมืองพัทลุง หมู่ที่ ๔ ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง

๗.เจดีย์วัดควนกรวด หมู่ที่ ๕ ตำบลปรางหมู่ อำเภอเมืองพัทลุง

๘.เจดีย์วัดควนแร่ หมู่ที่ ๑ ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง

วัฒนธรรม

มโนราห์ หรือ โนรา ศิลปะการแสดงของภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุงได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของโนรา สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียภาคใต้พร้อมกับละครชาตรี แต่ท่าร่ายรำได้ถูกเปลี่ยนแปลงไป ให้เข้ากับรสนิยมของแต่ละภาค ลักษณะโรงโนราสร้างเป็นเวทียกพื้นคล้ายโรงลิเก มีดนตรี และลูกคู่นั่งอยู่ทางด้านหน้าของโรงมโนราห์ การแต่งกายของโนราแต่เดิมสวมเทริดนุ่งสนับเพลาคาดเจียระบาดมีผ้าห้อยหน้าประดับหางอย่างนางมโนราห์ มีลายสังวาล ประดับทับทรวง กรอบคอและสวมเล็บยาวการร่ายรำมีท่าสำคัญ ๑๒ ท่าการแสดง จะดูท่าร่ายรำที่สวยงาม และฟังบทร้อง ซึ่งผู้แสดงจะร้องเองโดยกลอนสด หรือร้องตามบทที่แต่งไว้ ปัจจุบันวิทยาลัยนาฏศิลป์พัทลุงเป็นผู้สืบทอดเผยแพร่ศิลปะการแสดงโนราห์ของเมืองนี้ไว้ และมีนาฎศิลป์พื้นบ้านอีกหลายคณะในจังหวัดพัทลุง

หนังตะลุง ศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่นิยมกันมากทั่วภาคใต้เช่นเดียวกับการแสดงโนราห์ ซึ่งจังหวัดพัทลุงเองก็ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดหนังตะลุง เช่นกัน รูปหนังตะลุงทำจากหนังวัวดิบตากเเห้งเป็นแผ่นแข็ง  ตัดเป็นตัวละครต่าง ๆ สลักลวดลายสวยงาม โดยมากมักจะทาสีดำทั้งตัว แต่ถ้าเป็นหนังบางอย่างที่เรียกว่าหนังแก้ว จะระบายด้วยสี ตัวหนังจะมีไม้ไผ่ผาเพื่อหนีบตัวหนังเรียกว่าได้ตับ ปากและมือจะประดิษฐ์ให้ขยับได้ตามท่วงท่าลีลาของบทบรรยาย โรงหนังตะลุงจะสร้างเป็นโรงเป็นที่วางตัวหนัง มีคนเชิดซึ่งเป็นคนพากย์ในตัวและวงดนตรีรวมแล้วจำนวน  ไม่เกิน ๘ คน เครื่องดนตรีประกอบด้วย ปี่ กลอง โทน ฆ้อง ฉิ่ง โหม่ง การแสดงเป็นหน้าที่ของนายหนัง ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะหนังตะลุง โดยเล่นเป็นเรื่องตามวรรณคดี หรือเล่นเป็นเรื่องสมัยใหม่ที่นายหนังผูกเรื่องขึ้นมาเอง

ประเพณีท้องถิ่น

งานประเพณีแข่งโพนลากพระ(ชักพระ) นิยมทำกันทั่วไปในภาคใต้ ในช่วงเดือน ๑๑ (แรม๑ค่ำ เดือน ๑๑) การลากพระมีอยู่ ๒ ลักษณะ ตามความเหมาะสมของภูมิประเทศ คือ ลากพระทางบก  และลากพระทางน้ำ สำหรับจังหวัดพัทลุงเป็นการลากพระทางบก ซึ่งจะมีการตีโพน (กลอง) เพื่อควบคุมจังหวะในการลากพระ ขบวนพระลากของแต่ละวัดก็จะมีผู้ตีโพนอยู่บนขบวน และเมื่อผ่านวัดต่างๆก็จะมีการตีโพนท้าทายกันทำให้มีการแข่งขันตีโพนเกิดขึ้น และทางจังหวัดพัทลุงก็ได้จัดให้มีการแข่งขันตีโพนขึ้นเป็นประจำทุกปีในเทศกาลลากพระเดือน ๑๑

การละเล่นซัดต้ม ประเพณีซัดต้มมีที่มาอันเกี่ยวข้องกับประเพณีลากพระกล่าวคือ ในสมัยพุทธกาล  เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลงมายังโลกมนุษย์ซึ่งตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑   จะมีพุทธศาสนิกชนรอเข้าเฝ้าเพื่อถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์ แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนมีเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถถวายภัตตาหาร ได้อย่างใกล้ชิด จึงได้มีการนำใบไม้มาห่อหุ้มภัตตาหาร ซึ่งเรียกกันว่า"ข้าวต้ม"หรือ "ต้ม" และพยายามโยนต้มเหล่านั้นให้ลงบาตร แต่การโยนทำให้ต้มพลาดไปถูกเหล่าพุทธศาสนิกชนด้วยกันเอง ต่อมาจึงกลายเป็นการละเล่นซัดต้ม และพัฒนาเป็นการแข่งขันด้านไหวพริบ และความรวดเร็วว่องไวในการซัดและหลบหลีกต้มซึ่งจัดทำอย่างพิเศษ (ใช้ข้าวตากผสมกับทรายห่อด้วยใบตาลเป็นรูปตะกร้อสี่เหลี่ยม) การละเล่นซัดต้ม ต้องอาศัยความกล้าหาญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าไม่สามารถหลบหลีกต้มของคู่ต่อสู้ อาจจะเป็นอันตรายได้ ปัจจุบันการซัดต้มหาดูได้ค่อนข้างยาก ทางจังหวัดพัทลุงจึงได้จัดให้มีการแข่งขันซัดต้มในงานประเพณีแข่งโพนลากพระ

ประเพณีชิงเปรต เป็นงานประเพณีซึ่งจัดขึ้นในเทศกาลสารทไทย ปีหนึ่งจะมีการจัดงานชิงเปรตขึ้น   ๒ ครั้ง คือในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ และวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ อีกครั้งหนึ่ง ตามคติโบราณที่เชื่อกันมาว่าผู้ตายไปแล้วนั้นมีจำนวนไม่น้อย ไปตกนรกหมกไหม้ เพราะเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ได้ทำบาปไว้มากผู้ที่ตกนรกนี้ชาวพัทลุงเรียกว่า"เปรต"ครั้นพอถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ยมบาลจะปล่อยตัวเปรตเหล่านี้ออกจากนรกมาบนโลกมนุษย์ เพื่อรับเซ่นสังเวยจากญาติพี่น้องของตนเอง และจะอยู่ได้จนถึงวันแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ เท่านั้น จะต้องกลับลงนรกในวันนี้ด้วยคตินี้เองชาวเมืองพัทลุงจึงจะพากันไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ญาติพี่น้องของตน โดยจัดสำรับเครื่องคาวหวานใส่สำรับไปถวายพระ พร้อมกับนำขนมและอาหารคาว หวานอีกส่วนหนึ่งตั้งไว้ตรงปากทางเข้าวัดเรียกว่า "ตั้งเปรต" พอทำบุญเสร็จก็มีการชิงเปรต คือมีการแย่งอาหารคาวหวานและขนมที่ตั้งไว้ โดยถือว่าการแย่งหรือชิงเครื่องเซ่นสังเวยเปรตบรรพบุรุษนั้นกินแล้วจะโชคดี พิธีชิงเปรตนี้จึงทำกันครั้งแรก ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถือเป็นวันต้อนรับเปรต ที่ขึ้นมาจากนรก และทำอีกครั้งในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ถือเป็นการส่งเปรตกลับสู่นรก

งานวันอนุรักษ์มรดกไทยและงานมหกรรมชิงแชมป์หนัง เป็นงานที่จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปี กิจกรรมภายในงานจะเป็นการจัดนิทรรศการการละเล่นพื้นบ้านปักษ์ใต้ และการประกวดหนังตะลุง ซึ่งได้รับความสนใจจากศิลปินพื้นบ้านเข้าร่วมการประกวดมากมายงานดังกล่าวนี้จะจัดขึ้น ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดพัทลุง

โนรา นาฏศิลป์เมืองใต้ เป็นการละเล่นพื้นเมืองภาคใต้ที่มีมาแต่โบราณ ประมาณอายุตามที่หลาย ๆ ท่านสันนิษฐานไว้ ตกสมัยศรีวิชัย หรือไม่ก็ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เป็นอย่างน้อย

งานพื้นที่ชุ่มน้ำโลก และงานเทศกาลล่องเรือ - แลนกทะเลน้อย เป็นงานประเพณีที่เริ่มขึ้นมาใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ เพื่อเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวพิเศษในปีท่องเที่ยวไทย และให้เหมาะสมกับพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดพัทลุง  โดยมีกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (๒ กุมภาพันธ์ - ๑๕ เมษายน ของทุกปี) ในช่วงเวลาที่มีนกและธรรมชาติที่สวยงามที่สุด สถานที่จัดงานอยู่ในบริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อำเภอควนขนน กิจกรรมในงาน ในแต่ละวันมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวนั่งเรือหางยาวเที่ยวชุมนุมและพรรณไม้น้ำ การแสดงพื้นบ้าน การจำหน่ายสินค้าเกษตรและวิถีชีวิตของชุมชนทะเลน้อย ตลอดจนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์พื้นบ้านนานาชนิด

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น/หอจดหมายเหตุท้องถิ่นในจังหวัดพัทลุง

๑.พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา พระบาทเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช วัดภูผาภิมุข เลขที่ ๓๒๑ ถนนราเมศวร์ ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง

๒.พิพิธภัณฑ์ของชาติ วัดเขียนบางแก้ว หมู่ที่ ๔ ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง

๓.พิพิธภัณฑ์วัดสุนทราวาส หมู่ที่ ๙ ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

๔.พิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาชาวบ้าน - อุทยานการศึกษา วัดป่าตอ ๒๕๔๗ หมู่ที่ ๘ ตำบลโตนดด้วน   อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

๕.พิพิธภัณฑ์พระครูพิทักษ์ชัยเขตวัดรัตนาวราราม หมู่ที่๖ ตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง

๖.ศูนย์การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนควนขนุน ตำบลโตนดด้วน อำเภอควนขนุน  จังหวัดพัทลุง

๗.พิพิธภัณฑ์หอสมุดวัดสุวรรณวิชัย ๑๗๕ หมู่ที่ ๙  ตำบลควนขนุน อำเภอควนขนุน  จังหวัดพัทลุง

๘.พิพิธภัณฑ์โรงเรียนเขาอ้อ หมู่ที่  ๓  ตำบลมะกอกเหนือ  อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

ภูมิปัญญาท้องถิ่นในจังหวัดพัทลุง

ศูนย์การเรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้านโงกน้ำ  เป็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้มีความรู้และความพร้อม  ในการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรที่สนในเข้าร่วมโครงการ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๑๖ บ้านโงกน้ำ หมู่ที่ ๘ ตำบลนาขยาด อำเภอควนขนุน มีนายสุขุม ทองขุนดำ เป็นปราชณ์ชาวบ้านหัวหน้าศูนย์ มีพื้นที่รอบบริเวณจำนวน ๑๒ ไร่ ดำเนินชีวิตตามปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการปลูกพืชหลากหลายชนิด มีผลไม้บริเวณบ้านร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาชนิด ทั้งไม้ผล ไม้ประดับ ผักสวนครัว มีการเลี้ยงไก่ไข่ไว้กินเอง เลี้ยงปลาในบ่อดิน ผลิตปุ๋ยใช้เอง สร้างวิถีชีวิตแห่งความสำเร็จ ก่อให้เกิดความสุข ความอบอุ่นในครอบครัว เป็นภูมิคุ้มกันอย่างดีให้แก่ครอบครัว และเป็นตัวอย่างการดำเนินชีวิต    แบบพอเพียงแก่บุคคลในชุมชน

ความพร้อมของศูนย์เรียนรู้ปราชณ์ชาวบ้านบ้านโงกน้ำ มีสถานที่ฝึกอบรมเป็นโรงเรือน หลังคามุงจาก ขนาดพื้นที่กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๕ เมตร รอบบริเวณร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่รองรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมครั้งละไม่เกิน ๗๐ ราย มีวัสดุอุปกรณ์ในการฝึกอบรมพร้อมเพรียง มีจุดสาธิตศึกษาฝึกปฏิบัติการตามรายวิชาต่างๆ มีที่พักเป็นขนำ ๑๓ หลัง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ได้มีการฝึกอบรมให้แก่ผู้สนใจแล้ว จำนวน ๒,๘๐๓ ราย และจากการติดตามประเมินผลพบว่าผู้ผ่านการอบรมร้อยละ ๖๒.๒๘ ได้นำความรู้ไปปฏิบัติจริงหรือใช้ประโยชน์จริง

ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน มีหลักสูตรการอบรมตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน ๑๕ หลักสูตรได้แก่ การดำเนินงานเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโงกน้ำ การรวมกลุ่มออมเงิน การเลี้ยงปลา ปลูกผักกินเอง การทำปลาดุกร้า การทำบัญชีครัวเรือน การทำปุ๋ยน้ำอีเอ็ม การทำน้ำส้มควันไม้จากการเผาถ่าน สมุนไพรพื้นบ้าน การเลี้ยงกบคอนโด  การทำเกษตรกรรมยั่งยืน ฝึกปฏิบัติเขียนแผนการดำเนินชีวิตหลังฝึกอบรม การทำเกษตรแบบไร่นาสวนผสม การขยายพันธุ์พืช การทำสบู่เหลว และการทัศนศึกษาดูงานกิจกรรมในชุมชน

ศูนย์การเรียนรู้ร้อยหวันพันธุ์ป่า  เป็นโรงเรียนธรรมชาติเล็กๆ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๕๕ หมู่ที่ ๓ บ้านเหรียง ตำบลเกาะเต่า อำเภอป่าพะยอม มีพื้นที่ประมาณ ๕ ไร่เศษ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรธรรมชาติ โดยนายจับ เย็นทั่ว บริเวณศูนย์ฯ เกือบทั้งหมดมีต้นไม้ใหญ่น้อยนานาชนิดที่สมบูรณ์ล้อมรอบ มีลำธารขนาดปานกลางไหลผ่านมีน้ำไหลตลอดทั้งปี

ศูนย์การเรียนรู้ร้อยหวันพันธุ์ป่า ดำเนินกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนงานร่วมกับสร้างแปลงปฏิบัติ   การเกษตรกรรมยั่งยืนจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ รณรงค์อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านกระบวนการของกิจกรรมต่างๆ เพื่อขยายผลในพื้นที่ต่าง ๆ ฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมดังเดินของชุมชน ดำเนินการภายใต้กรอบคิดจิตอาสา มุ่งเน้นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน มีหลักสูตรการอบรมตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน ๑๙ หลักสูตรได้แก่ การวิเคราะห์และวางแผนแก้ไขปัญหา การดำเนินงานของศูนย์ร้อยหวันพันธุ์ป่า การระดมความคาดหวัง การทำบัญชีครัวเรือน การสร้างถ่านผลิตน้ำส้มควันไม้ การเลื้ยงหมูหลุม การเพาะปลูกและขยายพันธ์พืชด้วยวิธีต่างๆ การเพาะถั่วงอก การทำน้ำยาอเนกประสงค์ การทำสบู่ น้ำยางล้างจาน น้ำยาซักผ้า  เพื่อใช้ในครัวเรือน การวิเคราะห์รายได้-รายจ่าย ของครัวเรือน การศึกษาดูงานแปลงต้นแบบ หลักการทำเกษตรกรรมยั่งยืนและระบบนิเวศน์ การปลูกพืช ๗ ระดับ การวิเคราะห์ดิน การบำรุงดิน การผลิตจุรินทรีย์ท้องถิ่น การทำดินหลักเกษตร การทำน้ำสกัดชีวภาพ การทำปุ๋ยชีวภาพ การสกัดสมุนไพรและความสำคัญของพันธ์กรรมท้องถิ่น โดยทางศูนย์ฯสามารถรองรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ครั้งละไม่เกิน ๕๐ ราย โดยจาการติดตามประเมินผลผู้เข้ารับการฝึกอบรม ร้อยละ ๖๘.๖๓ ได้นำความรู้จากการฝึกอบรมไปปฏิบัติจริง

ศูนย์การเรียนรู้บ้านในกอย  เป็นการทำการเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง  ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๙ ตำบลหนองธง อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง  คนในชุมชนมีวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงในระดับครัวเรือน มีการส่งเสริมการเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติกและขยายผลไปยังหมู่บ้านข้างเคียง  ปลูกผักสวนครัว "กินทุกอย่างที่ปลูก   ปลูกทุกอย่างที่กิน" เลี้ยงไก่ไข่ไว้บริโภคเองภายในครัวเรือน ส่วนในระดับชุมชนประกอบอาชีพหลักคือ ทำสวนยาง สวนผลไม้ ปลูกพืชสวนครัว ปลูกพืชผสมผสาน ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้ภายในชุมชน นอกจากนี้คนในชุมชนได้มีการจัดตั้งกลุ่มต่างๆ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น กลุ่มการเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก มีสมาชิก จำนวน ๑๕๐ คน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต มีสมาชิก จำนวน ๕๓๐ คน  กลุ่มปุ๋ยชีวภาพ มีสมาชิก จำนวน ๖๒ คน สหกรณ์กองทุน  สวนยางบ้านในกอย จำกัด มีสมาชิก จำนวน ๑๖๘ คน  ซึ่งในปี ๒๕๔๐ ได้รับรางวัลกลุ่มพัฒนาชาวสวนยางของสวนสงเคราะห์ดีเด่น  ปี๒๕๔๓ ได้รับรางวัลสหกรณ์ที่มีการบริการงานด้านการจัดการดีเด่น และปี๒๕๕๔ ได้รับรางวัลชนะเลิศประกวดยางแผ่นรถควัน วันของดี อำเภอตะโหมด



อุทยานนกน้ำทะเลน้อย

  ทะเลน้อย เป็นทะเลสาบน้ำจืด มีพื้นที่ประมาณ  ๓๐ ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ในตำบลพนางตุงและ   ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุงมีคลองนางเรียมยาว ๒ กิโลเมตรเชื่อมระหว่างทะเลน้อยกับทะเลสาบสงขลา ทางฝั่งตะวันตกเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของชุมชนทะเลน้อยประมาณ ๒,๐๐๐ ครัวเรือน ทางฝั่งตะวันออกฝั่งเหนือ    ฝั่งใต้ เป็นป่าพรุและพงหญ้าทะเลน้อยมีความลึกเฉลี่ย ๑.๕ เมตร เป็นแหล่งน้ำที่มีปลาน้ำจืดชุกชุมหลายชนิด เดิมชาวทะเลน้อยทำการประมงเป็นอาชีพหลัก ขายปลาสด ปลาเค็ม ปลาย่าง ปลาร้า ทำรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ดีเมื่อมีผู้คนมากขึ้น จำนวนกุ้งปลาน้อยลง ชาวทะเลน้อยต้องเบนไปทำอาชีพอื่นแทน เช่น ค้าขาย ขับรถโดยสารประจำทาง มีรถยนต์วิ่งรับผู้โดยสารประจำวัน ระหว่างตัวเมืองพัทลุงกับทะเลน้อยจำนวน ๗๐ คัน รถจักรยานยนต์ วิ่งรับส่งทั่วไปจำนวน ๒๐๐ คัน อาชัพหลักของชาวทะเลน้อยในปัจจุบัน คือ ประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากกระจูด หมวก พัด กระเป๋า รองเท้า แฟ้มเอกสาร ชาวทะเลน้อยสานเสื่อชำนาญมากมีลวดลายสีสันงดงามสามารถส่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปขายยังจังหวัดใกล้เคียง ทำรายได้ปีละประมาณ ๖๐ ล้านบาท กระจูดที่ปลูกเองมีไม่เพียงพอต้องซื้อมาจากตำบลเคร็ง  อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช           

    ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นลำดับที่ ๑๑๐ ซึ่งพันธกรณีของอนุสัญญาฯ มีผลบังคับเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยเสนอพื้นที่ชุ่มน้ำควนขี้เสียนเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar site) แห่งแรกของประเทศไทย

   กรมป่าไม้เดิมจึงมีโครงการร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดให้มีโครงการ " ศูนย์ศึกษาธรรมชาติทะเลน้อย " ขึ้นเพื่อดำเนินกระบวนการให้ความรู้ สร้างจิตสำนึก จัดค่ายฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นสถานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  ในพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งแรกของประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติในทะเลน้อยจากการใช้ประโยชน์โดยตรง

เขาอกทะลุ  เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของจังหวัดพัทลุงอยู่ทางตะวันออกของสถานีรถไฟพัทลุงลักษณะเป็นเขาสูงโดดเด่นเห็นได้ชัดจากตัวเมืองจุดเด่นของเขาลูกนี้คือบริเวณเกือบตอนปลายของยอดเขา มีโพรงถ้ำความสูงรวมประมาณ ๒๕๐ เมตร

น้ำตกไพรวัลย์ ตั้งอยู่ในหน่วยพิทักษ์ป่าบ้านพูด เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ตำบลคลองเฉลิม  เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ เงียบสงบร่มเย็นด้วยพรรณไม้นานาชนิด บริเวณน้ำตกมีร้านอาหารบริการ
อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า เป็นอุทยานฯลำดับที่ ๔๒ ของประเทศไทยประกาศเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๕ ครอบคลุมจังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราชและจังหวัดตรัง มีเนื้อที่ประมาณ ๔๓๓,๗๕๐ ไร่ ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นป่าเทือกเขาบรรทัด มีภูเขาสลับซับซ้อนมากมายมี "เขาหินแท่น"  เป็นยอดเขาสูงสุด พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่าเป็นต้นน้ำของแม่น้ำตรังและแม่น้ำปากพนัง โดยในฝั่งจังหวัดพัทลุง เป็นแหล่งกำเนิดคลองลาไม คลองไม้เสียบ คลองน้ำใสซึ่งจะไหลรวมเป็นคลองชะอวดและแม่น้ำปากพนังและสภาพพืชพรรณส่วนใหญ่เป็นป่าดิบชื้น มีพรรณไม้  หลายชนิดขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นเช่นไม้ยาง ตะเคียน หลุมพอ กระบาก จำปาป่า พิกุล เป็นต้น

แอ่งน้ำหูแร่ อยู่ตำบลท่ามะเดื่อ ห่างจากตัวเมืองพัทลุง ๓๓ กิโลเมตรจากถนนเพชรเกษม ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายเขาชัยสน-จงเก (หมายเลข ๔๐๘๑) และเลี้ยวขวาบริเวณหน้าที่ทำการอำเภอเขาชัยสนอีกประมาณ ๕ กิโลเมตร หน้าที่ว่าการอำเภอจะมีรถจักรยานยนต์รับจ้างบริการนักท่องเที่ยว คลองหูแร่ มีสภาพ     เป็นคลองขนาดใหญ่ น้ำใสสะอาด พื้นคลองเป็นทรายและโขดหิน บริเวณน้ำลึก เหมาะแก่การพักผ่อนหรือลงเล่นน้ำ มีร้านอาหารบริการนักท่องเที่ยว

หาดแสนสุขลำปำ อยู่เลยวัดวังไปตามทางหลวงหมายเลข ๔๐๔๗ อีกประมาณ ๒ กิโลเมตร เป็นหาดทรายที่มีทิวสนร่มรื่นริมฝั่งทะเลสาบสงขลา มีศาลากลางน้ำ ชื่อ ศาลาลำปำที่รัก สำหรับชมทิวทัศน์ บริเวณทะเลสาบ และจากบริเวณชายหาดมีสะพานเชื่อมไปยังเกาะลอย ซึ่งเป็นเกาะที่เกิดจากการทับถม ของตะกอนปากน้ำลำปำ

เกาะสี่ เกาะห้า เป็นหมู่เกาะหินปูนซึ่งตั้งอยู่ในทะเลสาบสงขลาตอนใน ตำบลเกาะหมาก อยู่ห่างจากเกาะหมากไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๑.๖ กม. สาเหตุที่เรียกว่า "เกาะสี่เกาะห้า" เนื่องจากเมื่อมองจากทิศใต้และ ทิศเหนือจะเห็นเป็นเกาะสี่เกาะ แต่ถ้ามองจากทิศตะวันตกจะเห็นเป็นเกาะห้าเกาะ จึงเรียกว่า เกาะสี่เกาะห้า 
หมู่เกาะสี่เกาะห้า ประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะใหญ่มากมาย เช่น เกาะท้ายถ้ำดำ เกาะร้านไก่ เกาะรูสิม เกาะหน้าเทวดา หรือเกาะมวย เกาะกันตัง เกาะป้อย เกาะตาใส เกาะยายโส เกาะกระ เกาะราบ ซึ่งเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ ธรรมชาติสมบูรณ์ บริเวณทะเลสาบพัทลุง-สงขลา-นครศรีธรรมราช เป็นที่ก่อกำเนิดชุมชน อารยธรรม ศิลปวัฒนธรรมนับพันปี และสืบเนื่องมาเป็นวิถีชีวิตปัจจุบัน

แหลมจองถนน เป็นหมู่บ้านชาวประมง อยู่ตำบลจองถนน จากตัวเมืองพัทลุงไปตามเส้นทางสายเพชรเกษม เลี้ยวซ้ายผ่านอำเภอเขาชัยสนไปประมาณ ๑๒ กิโลเมตร ระยะทางห่างจากตัวเมือง ๓๙ กิโลเมตรอยู่บนเนินดินและลาดชันลงไปยังชายหาดทะเลสาบสงขลา สามารถมองเห็นทิวทัศน์ เกาะแก่งต่างๆ และยังมีร้านอาหารบริการ       แก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย

 

แหล่งท่องเที่ยวประเภทโบราณสถานและโบราณวัตถุ

วัดวัง  ตั้งอยู่ด้านตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง ห่างจากเมืองพัทลุงไปตามทางหลวงหมายเลข ๔๐๔๗ ระยะทาง ๕กิโลเมตร เป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดพัทลุงสร้างโดยพระยาพัทลุง(ทองขาว)สมัยรัชกาลที่ ๓ และเคยเป็นสถานที่ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในสมัยรัตนโกสินทร์ ภายในพระอุโบสถมีภาพเขียน ฝาผนังเขียนด้วยสีฝุ่น เกี่ยวกับพุทธประวัติและเทพ พระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น สมัยเดียวกับในระเบียงคด โดยรอบมีพุทธรูปปูนปั้น จำนวน ๑๐๘ องค์

วัดคูหาสวรรค์  ตั้งอยู่เชิงเขาคูหาสวรรค์ ใกล้ ๆ กับตลาดสดเทศบาลเมืองพัทลุงวัดนี้สร้างสมัยอยุธยา และต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอารามหลวงแห่งแรกของจังหวัดพัทลุงภายในวัดนี้มีถ้ำพระพุทธรูปปางไสยาสน์ องค์ใหญ่และพระพุทธรูปนั่งประดิษฐานอยู่ตามผนังถ้ำ

พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ หรือที่เรียกกันว่า"พระสี่มุมเมือง"เป็นพระพุทธรูปประจำภาคใต้และปูชนียวัตถุคู่เมืองของพัทลุงประดิษฐานอยู่ภายในศาลาจัตุรมุขบริเวณด้านหน้าระหว่างศาลากลาง จังหวัดพัทลุงติดกับศาลจังหวัดพัทลุงเป็นพระพุทธรูปหล่อสัมฤทธิ์ปางสมาธิที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ ๙) โปรดเกล้าพระราชทานไว้ที่จังหวัดพัทลุง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑

ศูนย์วัฒนธรรมบ้านตะโหมด ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียนประชาบำรุง จากวัดตะโหมดไปศูนย์วัฒนธรรม ระยะทาง ๑ กิโลเมตร เป็นศูนย์รวบรวมวัฒนธรรมท้องถิ่นวิถีชีวิตพื้นบ้านของชุมชนบ้านตะโหมด นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่า  ที่คนรุ่นหลังจะได้สืบทอดความเป็นมาของชุมชนตะโหมด

วัดเขียนบางแก้ว ตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสนตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๔๐๘๑   เลยที่ว่าการอำเภอเขาชัยสน ระยะทาง ๗ กิโลเมตร วัดเขียนตั้งอยู่ริมทะเลสาบสงขลาเป็นวัดเก่าแก่ที่มีพระธาตุบางแก้ว  ซึ่งสร้างแบบเดียวกับพระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชแต่มีขนาดเล็ก เป็นปูชนียสถานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของ   จังหวัดพัทลุง เชื่อกันว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น สันนิษฐานว่าพื้นที่บริเวณวัดนี้เป็นที่ตั้งของเมืองพัทลุงมาก่อนเพราะได้พบซากปรักหักพังของศิลาแลงและพระพุทธรูปมากมาย

  หมู่บ้านหัตถกรรมรูปหนังตะลุง  ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว ตามเส้นทางจาก สามแยกถนนเพชรเกษมไปทางรถไฟ ระยะทาง ๙ กิโลเมตรเศษถึงหมู่บ้านหัตถกรรมรูปหนังตะลุง มีสมาชิกจำนวน ๒๕ คน และรูปหนังตะลุง และหนังใหญ่ ตามผู้สั่งซื้อต้องการ ผีมือประณีตงดงามส่งจำหน่ายทั่วประเทศและต่างประเทศ

วังเจ้าเมืองพัทลุง หรือวังเก่า - วังใหม่  ตั้งอยู่ที่ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง เป็นเรือนไทย สร้างด้วยไม้ทรงไทย มีลักษณะยกพื้นสูง เสากลมปักดิน ส่วนประกอบเครื่องเรือนใช้ลูกศักหรือลิ่มไม้ทั้งหมด เดิมเป็นจวนของเจ้าเมืองพัทลุง ปัจจุบันยังคงเหลืออยู่ส่วนหนึ่งคือ วังเก่า สร้างในสมัยพระยาพัทลุง(น้อย จันทรโรจนวงษ์) เป็นผู้ว่าราชการ ต่อมายังได้ตกทอดมาจนถึงบางประไพ มุตาระ บุตรีของหลวงศรีวรฉัตร ส่วนใหม่สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒ โดยพระยาอภัยบริรักษ์ จักราวิชิตพิพิธภักดี (เนตร จันทรโรจนวงษ์) บุตรชายของพระยาพัทลุง ซึ่งเป็นเจ้าเมืองพัทลุง ปัจจุบันทายาทตระกูลจันทรโรจนวงษ์ได้มอบวังนี้ให้เป็นสมบัติของชาติ และกรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖



หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์
ตราสัญลักษณ์ http://www.muanglung.com/phattalung.htm 

คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด 

เว็บไซต์วิกิพีเดีย  จังหวัดพัทลุง - วิกิพีเดีย 

การปกครอง

การเลือกตั้ง

เว็บไซต์จังหวัดพัทลุง 

เว็บไซต์เมืองลุงดอทคอม

โดย สำนักงานจังหวัดพัทลุง

เมืองลุงดอทคอม

สภาพทางภูมิศาสตร์

ประชากรและสภาพทางสังคม

 

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

ประเพณีและวัฒนธรรม

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

 

 เว็บไซต์องค์การบริหารส่วนจังหวัด

ฐานข้อมูล อบจ - อบจ.พัทลุง

www.phatthalungpao.go.th/datapao/2554/1.doc

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ต้นพยอม

oknation.net

ดอกพยอม

oknation.net  

matichon.co.th 

 

แผนที่ที่ตั้งและการแบ่งเขตการปกครอง

จังหวัดพัทลุง - วิกิพีเดีย

แผนที่อาณาเขต

thaienergydata.in.th





Warning: mysql_free_result() expects parameter 1 to be resource, null given in /home/apectha/public_html/apec/th/th_provinces3.php on line 399